วันรัฐธรรมนูญ(10 ธันวาคม ) เป็นมาอย่างไร?


โดย…นายสลับฉาก

10 ธ.ค.2552

วันนี้เมื่อปี 2475   พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.7) พระราชทาน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 แก่คณะราษฎร

ซึ่งมีพระราชดำรัสในวันพระราชทานรัฐธรรมนูญดังนี้

“ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร”

วันนี้นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์การปกครองของชาติไทย

โดยคณะราษฎรได้ทำการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตย แต่ก็ถือว่าพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ

สาเหตุที่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

๑. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรีทรงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นหลักในการปกครองของประเทศให้แก่ประชาชนชาวไทยอยู่แล้ว   แต่พวกอำมาตย์ในขณะนั้นยังไม่ยอม

๒. หลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ผลอันนี้ได้กระทบมาถึงไทยด้วย พระองค์ได้แก้ไขเศรษฐกิจโดยปลดข้าราชการออก ยังความไม่พอใจในหมู่ข้าราชการ

๓. อิทธิพลจากตะวันตกเกี่ยวกับอุดมการทางการเมือง ทำให้กลุ่มคนหนุ่มต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน

๔. รัฐบาลได้ออกกฏหมายเก็บภาษี อาทิ ภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน จากราษฎร

ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎร ได้นำทหารบกและทหารเรือมารวมตัวกันบริเวณรอบ    พระที่นั่งอนันตสมาคม ประมาณ 2000 คน ตั้งแต่เวลาประมาณ 5 นาฬิกา   โดยอ้างว่าเป็นการสวนสนาม            จากนั้นนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้อ่าน ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ ๑ ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เสมือนประกาศยึดอำนาจการปกครอง    โดยวางแผนไว้เป็นขั้นตอน และ แบ่งออกเป็น 4 หน่วยงาน คือ

  • หน่วยที่ 1 ทำหน้าที่ทำลายการสื่อสารและการคมนาคมที่สำคัญ เช่น โทรศัพท์ โทรเลข ดำเนินการโดยทั้งฝ่ายทหารบกและพลเรือน ทหารบกจะทำการตัดสายโทรศัพท์ของทหาร ส่วนโทรศัพท์กลางที่วัดเลียบมี นายควง อภัยวงศ์ นายประจวบ บุนนาค นายวิลาศ โอสถานนท์ ดำเนินการ โดยมีทหารเรือทำหน้าที่อารักขา ส่วนสายโทรศัพท์และสายโทรเลขตามทางรถไฟและกรมไปรษณีย์เป็นหน้าที่ของ หลวงสุนทรเทพหัสดิน หม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์ หม่อมหลวงกรี เดชาติวงศ์ เป็นต้น ซึ่งหน่วยนี้ยังรับผิดชอบคอยกันมิให้รถไฟจากต่างจังหวัดแล่นเข้ามาด้วย โดยเริ่มงานตั้งแต่เวลา 06.00 น.
  • หน่วยที่ 2 เป็นหน่วยเฝ้าคุม โดยมากเป็นฝ่ายพลเรือนผสมกับทหาร ทำหน้าที่ควบคุมตัวเจ้านายและบุคคลสำคัญต่าง ๆ เช่น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต จากวังสวนผักกาดมายังพระที่นั่งอนันตสมาคม พระประยุทธอริยั่น จากกรมทหารบางซื่อ เป็นต้น  นอกจากนี้ยังมีการวางแผน ให้เตรียมรถยนต์สำหรับลากปืนใหญ่มาตั้งเตรียมพร้อม ไว้ โดยทำทีท่าเป็นตรวจตรารถยนต์อีกด้วย       โดยหน่วยนี้ดำเนินงานโดย นายทวี บุณยเกตุ นายจรูญ สืบแสง นายตั้ว ลพานุกรม หลวงอำนวยสงคราม เป็นต้น โดยฝ่ายนี้เริ่มงานตั้งแต่เวลา 01.00 น.
  • หน่วยที่ 3 เป็นหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนย้ายกำลัง ซึ่งทำหน้าที่ประสานทั้งฝ่ายทหารบกและทหารเรือ เช่น ทหารเรือจะติดไฟเรือรบ และเรือยามฝั่ง ออกเตรียมปฏิบัติการณ์ตามลำน้ำได้ทันที
  • หน่วยที่ 4 เป็นฝ่ายที่เรียกกันว่า “มันสมอง” มี นายปรีดี พนมยงค์ เป็นหัวหน้า ทำหน้าที่ร่างคำแถลงการณ์ ร่างรัฐธรรมนูญ และหลักกฎหมายปกครองประเทศต่าง ๆ รวมทั้งการเจรจากับต่างประเทศเพื่อทำความเข้าใจภายหลังการปฏิบัติการสำเร็จ แล้ว

หลังจากปฏิวัติสำเร็จได้ฝังหมุดทองเหลือง อยู่กับพื้นถนน บนลานพระบรมรูปทรงม้า ด้านสนามเสือป่า ณ จุดที่อ่านประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1   เพื่อเป็นอนุสรณ์และเป็นหลักฐานแก่ชนรุ่นหลังตราบจนปัจจุบัน

สำหรับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยนั้นมีประวัติดังนี้

สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึก     ถึงเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย  ที่มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุขเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

เริ่มก่อสร้าง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี    ออกแบบโดยหม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล ควบคุมการก่อสร้างจนแล้วเสร็จโดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ศิลปินผู้ปั้นอนุสาวรีย์คือ นายสิทธิเดช แสงหิรัญ มีพิธีเปิดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2483 โดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม กล่าวในในพิธีเปิดอนุสาวรีย์ว่า “อนุสาวรีย์นี้จะเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญก้าวหน้าทั้งมวล เป็นต้นว่า ถนนสายต่างๆ ที่จะออกจากกรุงเทพฯ ไปยังหัวเมืองก็จะนับต้นทางจากอนุสาวรีย์นี้ ถนนราชดำเนินซึ่งเป็นแนวของอนุสาวรีย์ ก็กำลังสร้างอาคารให้สง่างามเป็นที่เชิดชูเกียรติของประเทศ      และเป็นการสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ที่ทรงตั้งพระราชหฤทัย จะทำให้ถนนนี้เป็นที่เชิดชูยิ่ง”


ความหมาย

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นรูปหล่อลอยตัว ประกอบด้วยรูปเล่มรัฐธรรมนูญในสมุดไทย ประดิษฐานบนพานแว่นฟ้า สร้างด้วยทองแดง มีความสูง 3 เมตร หนัก 4 ตัน ตั้งบนฐานรูปทรงกลมด้านบนโค้งกลม            ลานอนุสาวรีย์ยกสูงมีบันไดโดยรอบ รอบนอกลานอนุสาวรีย์มีครีบทรงแบน อยู่ 4 ทิศ ที่โคนครีบ มีภาพแกะสลักลายปั้นนูน และมีรั้วเตี้ย ๆ กั้น      โดยรอบลานอนุสาวรีย์ รั้วนี้ใช้ปืนใหญ่โบราณจำนวน 75 กระบอก ฝังดินโผล่ท้ายกระบอกขึ้นมา เป็นเสา คล้องโซ่เชื่อมต่อกัน

  • ครีบ 4 ด้าน สูงจากแท่นพื้น 24 เมตร มีรัศมียาว 24 เมตร หมายถึง วันที่ 24 ซึ่งเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง
  • พานรัฐธรรมนูญ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดป้อมกลางตัวอนุสาวรีย์ สูง 3 เมตร หมายถึง เดือน 3 หรือ เดือนมิถุนายน (ขณะนั้นนับเมษายนเป็นเดือนแรกของปี) ตรงกับเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัยนั้น และหมายถึง อำนาจอธิปไตยทั้ง 3 ภายใต้รัฐธรรมนูญ (นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ)
  • ปืนใหญ่จำนวน 75 กระบอก (ปากกระบอกปืนฝังลงดิน) โดยรอบฐานของอนุสาวรีย์ที่มีโซ่เหล็กร้อยไว้ หมายถึงปีที่ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (เลข 75 เป็นเลขท้ายสองหลักของปี พ.ศ. 2475) ส่วนโซ่ที่ร้อยไว้ด้วยกันหมายถึงความสามัคคีพร้อมเพรียงของคณะปฏิวัติ
  • ลายปั้นนูนที่ฐานครีบทั้ง 4 เน้นถึงเรื่องราวการดำเนินงานของคณะราษฎรตอนที่นัดหมายและแยกย้ายกันก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475
  • พระขรรค์ 6 เล่ม ที่รายล้อมรอบป้อมกลางตัวอนุสาวรีย์ หมายถึง หลัก 6 ประการของคณะราษฎร

หลักหกประการ ซึ่งปรากฎใน “ประกาศคณะราษฎร” มีใจความสำคัญดังต่อไปนี้

1. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง

2. จะต้องรักษาความปลอดภัยในประเทศให้การประทุษร้ายต่อกัน ลดน้อยลงให้มาก

3. จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

4. จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่)

5. จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการดังกล่าวมาข้างต้น

6. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

คำประกาศดังกล่าวเรียกกันว่า “หลักหกประการ” คือ หลัก 1-เอกราช หลัก 2-ความปลอดภัย หลัก 3-เศรษฐกิจ หลัก 4-เสมอภาค หลัก 5-เสรีภาพ หลัก 6-การศึกษา

หลักหกประการนี้ เป็นหลักที่รัฐบาลในยุคเริ่มแรกของระบอบประชาธิปไตยของเรา ต้องยึดถือเป็นแนวทางในการบริหารประเทศกันตลอดมา

เป็นที่น่าสังเกตว่า วันรัฐธรรมนูญปีนี้ซึ่งปกครองประเทศโดย การนำของพรรคประชาธิปัตย์  ไม่ให้ความสำคัญของวันรัฐธรรมนูญ ย่อมแสดงว่าไม่เห็นความสำคัญของประชาธิปไตย     จะเห็นได้จากรัฐบาลไม่มีจัดงานวันรัฐธรรมนูญ ณ ที่ไหนแต่อย่างใด          อาจเป็นเพราะความเป็นรัฐบาลได้มาเพราะอำมาตย์         ไม่ไช่ได้มาจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ     คำว่า”ประชาชน”เป็นแค่คำพูดไว้ใช้อ้าง   ส่วนการกระทำนั้นทำเพื่อคนอื่นไช่ไหม     ขอให้ประชาชนจับตาสังเกตการกระทำของ ปชป ให้ดี   “จะทำให้รู้ธาตุแท้ รู้เท่าทัน รู้ใครดีใครชั่ว”

ปีนี้มีแต่คนเสื้อแดงที่ให้ความสำคัญกับวันรัฐธรรมนูญ และเป็นโอกาศจุดเทียนถวายพระพรในหลวงไปในคราวเดียวกัน     โดยจัดงานที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยตั้งแต่เวลาเที่ยงวันยันเที่ยงคืน    งานนี้มีผู้เข้าร่วมชุมนุมประมาณห้าหมื่นคน   ส่วนใหญ่เป็นคนกรุงเทพฯและจังหวัดข้างเคียง     และนัดชุมนุมใหญ่คราวหน้าเดือนมกราคม 2553

วันรัฐธรรมนูญปีนี้ตรงกับวันสิทธิมนุษยชนโลกด้วย อยากเรียกร้องให้คืนอำนาจให้ประชาชน เรียกร้องให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี2550ที่มาากเผด็จการ เอารัฐธรรมนูญของประชาชนปี2540คืนมา เรียกร้องให้หยุดการฉีกรัฐธรรมนูญของประชาชนตลอดไป         รัฐธรรมนูญจะดีชั่วอย่างไร  ให้เป็นหน้าที่ของประชาชนตัดสินเอง        อำมาตย์ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง      อย่าให้ประชาชนเหลืออดเหลือทน ถ้าถึงวันนั้น    อาจไม่มีที่อยู่ให้อำมาตย์ในประเทศไทย.

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: