สื่อมวลชั่ว


โดย…นายสลับฉาก

13 ธ.ค.2552

สื่อมวลชั่ว

สี่ปีที่ผ่านมา   สื่อสิ่งพิมพ์หลายฉบับ   ประกาศตนต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างหนักหน่วง สื่อเหล่านี้นำโดยกลุ่มผู้บริหาร และเจ้าของหนังสือพิมพ์อย่าง สนธิ คำนูณ แห่งผู้จัดการ   สุทธิชัย เทพชัย แห่งเนชั่น  พงษ์ศักดิ์ บุญเลิศ แห่งมติชน

การทำงานสอดประสานกันไปในทุกสื่อทุกสาขา หนังสือพิมพ์เขียนวิจารณ์หรือด่า วิทยุรับมาตอกย้ำ โทรทัศน์เหยียบย่ำอีกรอบ การกระทำเหล่านี้ ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน

การยึดอำนาจในวันที่ 19 กันยายน 2549    ได้รับการสนับสนุนจากสื่อเหล่านี้อย่างแข็งขัน    บทความต่าง ๆ โหมกระหน่ำการทุจริตคอรัปชั่น การปราศจากธรรมาภิบาล การเป็นเผด็จการทางรัฐสภา ฯลฯ ของรัฐบาลทักษิณ   และเชิดชูทหารกบฏ คตส. อำมาตย์ อย่างไม่ลืมหูลืมตา และเพื่อให้ทุกสิ่งมั่นคงยิ่งขึ้น     พวกเขาส่งผู้คนในเครือข่าย  เข้าไปยึดครองสถานีโทรทัศน์อย่างช่อง 9  อสมท  ยึด ITV แล้วเปลี่ยนเป็น TPBS ที่ปัจจุบันคนไทยเรียกว่า TV NGO   ทั้งนี้ก็เพื่อกระชับการกรอกหูปั่นหัวให้เห็นว่า กลุ่มสื่ออย่างพวกเขาเป็นฝ่ายที่ถูกต้อง

แต่สิ่งที่พวกเขาลืมกันไปก็คือ วันนี้ประชาชนในชนบท ไม่ใช่ประชาชนกลุ่มเดียวกับที่พวกเขาเคยมีประสบการณ์ในยุคเก่าแล้ว เทคโนโลยี่ที่เปลี่ยนไป ทำให้พวกเขา สามารถรับทราบข้อมูลข่าวสารได้จากทางอื่น  ไม่ไช่อาศัยแต่ TV นสพ.วิทยุ ที่เป็นของรัฐบาลเท่านั้น   ปัจจุบัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ผู้นำชุมชนในชนบท   วันนี้ไม่ใช่คนจบป.4 อดีตพระครูตามวัด ฯลฯ อีกแล้ว     แต่เป็นคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่  ที่จบระดับปริญญาตรี บ้านเมืองได้เปลี่ยนไปแล้ว ในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา    และผู้คนในชนบทก็มีความคิดเป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้หลงตามสิ่งที่สื่อรัฐกรอกหูปั่นหัวจนไม่ลืมหูลืมตาอีกแล้ว  ในขณะที่สื่อคนเสื้อแดงกลับเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

สันดานสื่อที่จะ  “ด่าแหลก ติเตียน เสนอข่าวร้าย ปลุกกระแส สร้างประเด็น จับแพะชนแกะ ขยายความให้ใหญ่” ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มยอดขาย    และมีทั้งเรื่องผลประโยชน์  มีทั้งเรื่องส่วนตัว   มีทั้งเรื่องทักษิณเรียกร้องตลอดเวลาว่าขอให้สื่อ “มีคุณภาพ”หรือตบหน้าสื่อนั่นเอง

สื่อจากหมาเฝ้าบ้าน   เข้าไปนั่งกินข้าวบนโต็ะกับเจ้าของบ้านเรียบร้อยแล้ว ส่วนคนจนคนด้อยโอกาสแบบคนใช้  ก็ต้องมานั่งรอให้ “เจ้านายรวมถึงหมา กินกันก่อน ที่เหลือค่อยเอามาแบ่งกันกิน”     นี่หละประชาธิปไตยแบบไทยๆ และสื่อของคนไทย

นักข่าวคนหนึ่งที่ตกงาน เมื่อราวเจ็ดแปดปี ที่แล้ว กล่าวว่า  ตอนเศรษฐกิจล่มสลายตกงานหลายปี แล้วมาได้งานนักข่าวอีกครั้ง ก็ตอนทักษิณทำให้มันฟื้น ผมนี่คงจะเป็นนักข่าว ไม่กี่คน ที่บอกตัวเองว่า “เป็นหนี้บุญคุณทักษิณ”

ตอนสื่อไล่ถล่มท่านทักษิณสนุกสนานกันเหลือเกิน พอมาตอนนี้ร้อง “เอ๋งๆ” ทักษิณเขาก็เตือนแล้ว เขามือหนึ่งเศรษฐกิจ ระวังเอามือสมัครเล่นมา เศรษฐกิจมันจะพัง แล้วสื่อจะต้องเจ็บตัว แต่ฟังทักษิณหรือเปล่า มาตอนนี้ ก็อยู่แบบ “พอเพียง” ไปก็แล้วกันนะ

เมื่อมันเป็นอย่างนั้น ทางเดียวคือเวลาอ่านหนังสือพิมพ์หรือเสพข่าวอะไร ให้บอกตัวเองเสมอว่า  ต้องยอมรับเสียก่อนว่ามันเอนเอียง และเชื่อถือไม่ได้ มันเป็นมุมมองข้างเดียว ซึ่งถึงจะมีเหตุผลน่าเชื่อถือขนาดไหน และพยานหลักฐานขนาดไหน มันก็มุมมองเดียวของคนกล่าวหา ทางออกคืออย่าไปปักใจเชื่อ  เช่นรูปภาพธรรมรักษ์รับเงิน  คือวิดีโอ เดินผ่านกัน แต่ไม่มีการรับเงิน กลับถูกหาว่าให้เงินและยุบพรรคพลังประชาชนในที่สุด   มาตอนนี้เราก็ทราบว่าเป็นเท็จ    เพราะภายหลังพยานโจทก์ออกมารับสารภาพว่าถูกจ้างมาโดยเทพเทือก พรรค ปชป แล้วหักหลังเขาโดยเบี้ยวค่าจ้าง

ในฐานะของคนทำสื่อ ผมรู้ ผมเห็น และ ผมกล้าฟันธงว่า “สื่อ” นี่ล่ะ ที่เป็นต้นเหตุแห่งหายนะของชาติ  ที่ตั้งเค้ามาตั้งแต่ปลายปี 2548 สื่อหลายรายปรับเปลี่ยนหน้าที่และวิธีการทำข่าว จาก “การรายงานข่าว” มาเป็น “การสร้างข่าว” โดยตั้งธงไว้ล่วงหน้าว่าจะนำเสนอข่าวแต่ละชิ้นไปในทิศทางใด             แล้วก็หาบุคคลมาให้สัมภาษณ์ตามแนวทางที่ตนต้องการ เช่น หากต้องการเล่นงานรัฐบาล ก็จะไปสัมภาษณ์นักการเมือง นักวิชาการ ฝ่ายตรงข้าม ที่มีทรรศนะขัดแย้งกับรัฐบาล มานำเสนอเป็นข่าว แต่จะหลีกเลี่ยงไม่นำเสนอความเห็นของนักวิชาการ นักการเมือง ที่เห็นสอดคล้องกับรัฐบาล จากนั้นก็ใช้วิธีการพาดหัวข่าวในทางร้ายตัวใหญ่ๆ เพื่อให้ประชาชนคล้อยตามไปตาม “ธง” ที่ตนตั้งไว้     ด้วยพฤติกรรมของสื่อเหล่านี้ จึงน่าจะถึงเวลาที่ประชาชนจะต้องร่วมมือร่วมใจกันปฏิรูปสื่อ โดยไม่ต้องรอให้สื่อปฏิรูปตัวเอง วิธีการปฏิรูปสื่อของประชาชนไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ ไม่ซื้อหนังสือพิมพ์ ไม่ฟังวิทยุ ไม่ดูโทรทัศน์ ฉบับ รายการ และช่อง ที่มีพฤติกรรมดังที่ปรากฏแล้วได้ก่อให้เกิดหายนะของชาติขึ้นมา และไม่สนับสนุน ไม่ซื้อสินค้า ไม่ใช้บริการ ผู้ขายสินค้าและบริการที่ลงโฆษณาในสื่อเหล่านั้นด้วย เพียงเท่านี้ สื่อที่เป็นต้นเหตุแห่งหายนะของชาติก็จะค่อยๆ หายไปจากสังคมไทยทีละรายๆ    นี่คือวิธีการปฏิรูปสื่อที่ดีและได้ผลมากที่สุด ซึ่งประชาชนลงมือทำได้เลยตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป

อย่าปล่อยให้สื่อเลวๆลอยนวล   พาประเทศไทยไปสู่เส้นทางแห่งหายนะได้อีกนะประชาชน.

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: