จับประชาธิปไตยถ่วงน้ำ


โดย…สลับฉาก

20 พ.ค.53

ปฏิบัติการจับประชาธิปไตยถ่วงน้ำภายใต้เพลิงแค้นของมวลประชา เริ่ม..ตั้งแต่ตี 4   จนสลายการชุมนุมได้เรียบร้อยในเวลาบ่าย 2 โมง     เป็นความภาคภูมิใจอย่างมากของรัฐบาลชุดนี้ในชัยชนะผู้ก่อการร้ายมือเปล่า

สิ่งที่เกิดขึ้นทันที หลังชัยชนะของรัฐบาลก็คือ จลาจลที่เกิดขึ้นทั่วกรุงเทพ และลุกลามไปสู่ต่างจังหวัด เมื่อมวลชนคนเสื้อแดงที่โกรธแค้นระเบิดอารมณ์ออกมาเป็นความรุนแรง    ราวกับคลื่นยักษ์ที่เกิดขึ้นหลังอาฟเตอร์ช็อก     และที่ไม่ไช่คนเสื้อแดงถือโอกาสปล้นสะดม

เพียงหนึ่งวันมีการวางเพลิง ทั่วกรุงเทพ 30 กว่าจุด เช่น   1.  สยามพารากอน    2.สยามสแควร์   3.ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิล์ด    4. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย     5.  อาคารแห่งหนึ่งย่านบ่อนไก่    6-7. ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกรุงไทย สาขาอโศก   8-9.  สำนักงาน ป.ป.ส.และร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น        10-11.ธนาคารกรุงเทพและสาขาธนาคารออมสิน สาขาดินแดง     12. อาคารมาลีนนท์และสถานีโทรทัศน์ช่อง 3    13-14.ธนาคารกรุงเทพ และห้างโลตัส พระรามสี่     15. การไฟฟ้านครหลวง สาขาคลองเตย      16.ธนาคารกรุงเทพ สาขาอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ   17.ธนาคารกรุงเทพ สาขาสะพานเหลือง    18.ห้างเซ็นเตอร์วัน อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ    19. ธนาคารกสิกรไทย พระราม 4   เป็นต้น

ไฟแห่งความแค้นได้ปะทุไปในหลายจังหวัด มีการเผาศาลากลางจังหวัดใน 3-4 จังหวัดภาคอีสาน เช่น อุดรธานี อุบลราชธานี และขอนแก่น  เป็นต้น

เหตุรุนแรงในขอนแก่น รุนแรงขนาดบุกจะเผาบ้านนายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พรรคภูมิใจไทย  และมีการบุกเข้าไปจะวางเพลิงสถานีไทรทัศน์เอ็นบีที

“กรณ์ จาติกวณิช” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประเมินความเสียหายขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท  แต่นี่เป็นเพียงความเสียหาย”วันแรก”เท่านั้น

“ข่าวร้าย”ปลิวว่อนไปทั่วโลก บรรยากาศในกรุงเทพ เสมือนฉาก ” เสียกรุง”  ควันไฟทมึนดำไปทั่วท้องฟ้า     สื่อต่างชาติ  วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองในวันล้อมปราบว่า วันที่น่ากลัวที่สุด ยังมาไม่ถึง !!!!

ปฏิบัติการเพียงวันเดียวมีคนตายเพิ่ม 14 ศพ รวมกับ 7 วันที่แล้วก็เท่ากับ 50 ศพ ไม่นับบาดเจ็บอีก เกือบ 400 คน และตัวเลขความสูญเสียกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าตกใจ

แล้วที่สุด เมื่อรัฐบาลควบคุมสถานการณ์เอาไว้ไม่อยู่ จึงได้มีการประกาศเคอร์ฟิว ห้ามออกนอกเคหะสถานในกรุงเทพฯ และอีก 23 จังหวัดในภาคกลาง เหนือ และอีสาน  ที่มีประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้แล้ว ตั้งแต่เวลา 20.00-06.00 น.   ผู้คนต่างสับสนโกลาหลในการกลับบ้านเพราะถนนบางเส้นเกือบ2 ทุ่มรถยังติดอยู่     วันรุ่งขึ้น(20พ.ค.53)รัฐบาลก็ประกาศเคอร์ฟิวต่ออีก 3 วันแต่เปลี่ยนเวลาเป็น 21.00-05.00 น.   สถานการณ์ยังไม่รู้จะหยุดอยู่แค่นี้หรือจะกระจายต่อเหมือน”ไฟลามทุ่ง”

สงครามยังไม่จบ สุรชัย และจักรภพ กำลังจับมือกับแกนนำอื่นๆ    เพื่อสางเจตนารมณ์ประชาธิปไตยที่แท้จริงต่อไป    และกล่าวว่าหมดยุคที่จะใช้การปฏิรูป แต่ต้องใช้การปฏิว้ติประชาธิปไตยแทน    และจะรับไม้เป็นแกนนำรุ่นต่อไป

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: