การถือศีลอด


โดย  สลับฉาก

ช่วงนี้เป็นช่วงเดือนรอมฎอน (อยู่ระหว่างวันที่ 12 สิงหาคม ถึง 10 กันยายน 2553) ชาวมุสลิมจะถือศีลอดตามบัญชาของอัลลอฮฺ (สุบหานะฮูวะตะอาลา)

“บรรดา ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! การถือศีลอดนั้นได้ถูกกำหนดแก่พวกเจ้าแล้ว เช่นเดียวกับที่ได้ถูกกำหนดแก่บรรดาผู้ก่อนหน้าพวกเจ้ามาแล้วเพื่อว่าพวก เจ้าจะได้ยำเกรง ” อัล-บากอเราะฮฺ 2:183

การถือศีลอดตั้งแต่รุ่งเช้าจนพลบค่ำในเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์ได้ถูกบัญชา ให้ปฏิบัติแก่บรรดามุสลิมทั้งหลาย ยกเว้นผู้ที่กำลังป่วย ถึงกระนั้นก็ตามผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคอื่นๆ ที่ควบคุมได้ดีแล้ว ต้องการที่จะถือศีลอดเช่นกัน การนำเสนอในวันนี้จึงมีเป้าประสงค์ที่จะเสนอแนะแนวทางเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะ แทรกซ้อนต่อโรค โดยอาศัยหลักฐานจากงานวิจัย

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปัตตานีซึ่งทำงานในชุมชนมุสลิมได้ ให้ทรรศนะว่าการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน นับได้ว่าเป็นโอกาสอันดีที่อวัยวะของระบบทางเดินอาหารจะได้พักผ่อนและถือว่า เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ล้างสารพิษในร่างกายออกไป เพราะจากการศึกษาพบว่า การอดอาหารในระยะหนึ่งจะเป็นการขจัดสารพิษออกจากร่างกาย เพราะร่างกายจะขับของเสียที่หมักหมมหรือสารอาหารที่มีมากเกินความต้องการของ ร่างกาย เช่น ไขมันเลือดในเลือด หรือที่เรียกกันว่าคอเรสเตอรอล ออกไป เพราะหากมีมากเกินไปในกระแสเลือดจะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา อาทิ โรคหัวใจและหลอดเลือด

บทสรุปก็คือ การถือศีลอดอย่างเคร่งครัด น่าจะช่วยทำให้ผู้ที่ถือศีลอดลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากโรคหัวใจได้

อย่างไรก็แล้วแต่ การถือศีลอดจะมีสุขภาพดีและไม่เป็นอันตรายนั้นควรปฏิบัติดังนี้

1.หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมัน ขนมหวาน และอาหารหนักในปริมาณที่มากจนเกินควร แล้วเมื่อรอมฎอนผ่านไป น้ำหนักตัวของเขาจะลดลงเล็กน้อยและไขมันในร่างกายของเขาก็จะน้อยลงด้วย

2.ควรละศีลอดด้วยอินทผลัม ถ้าไม่มีก็ด้วยอินทผลัมแห้ง และถ้าไม่มีก็ด้วยการดื่มน้ำเล็กน้อย ในขณะที่ผู้ถือศีลอดละศีลอด ร่างกายของเขากำลังต้องการอาหารประเภทน้ำตาล ซึ่งสามารถจะถูกดูดซับเข้าสู่เลือดได้อย่างรวดเร็วและขจัดความหิวโหยให้หมด ไป ในขณะเดียวกันนั้น ร่างกายของเขาก็ต้องการน้ำด้วย และการละศีลอดด้วยน้ำและอินทผลัมก็ให้ทั้ง 2 ประการ นั่นคือ การขจัดความหิว และขจัดความกระหาย นอกจากนั้น ทั้งอินทผลัมสดและแห้งยังอุดมด้วยเส้ยใย ที่จะช่วยป้องกันการท้องผูกและยังทำให้รู้สึกอิ่ม ดังนั้น ภายหลังจากที่ผู้ถือศีลอดละศีลอดด้วยอินทผลัมแล้ว เขาจึงไม่มีความอยากที่จะรับประทานอาหารอื่นในปริมาณมากๆ อีก

3.จงแบ่งการละศีลอดเป็น 2 ช่วง ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จะรีบละศีลอดด้วยอินทผลัม หรือน้ำ ต่อจากนั้นก็จะรีบไปละหมาดค่ำ (มัฆริบ) เสร็จแล้ว จึงกลับมารับประทานอาหารหนักละศีลอดต่อการรับประทานอินทผลัมเล็กน้อยและน้ำ จะเป็นการกระตุ้นกระเพาะอาหารอย่างแท้จริง และในขณะที่กำลังละหมาดมัฆริบนั้น กระเพาะก็จะดูดซับสารน้ำตาลและน้ำทำให้ความรู้สึกหิวกระหายเลือนหายไป ครั้นเมื่อผู้ถือศีลอดละหมาดเสร็จ และกลับมารับประทานอาหารปริมาณมากๆ ในคราวเดียวและอย่างเร่งรีบนั้น จะทำให้กระเพาะอาหารโป่งพอง ลำไส้เกิดอาการปั่นป่วนและอาหารย่อยยาก

4.จงเลือกอาหารที่ถูกอนามัยและมีสารอาหารครบถ้วน อาหารที่ท่านรับประทานควรมีความหลากหลาย และมีสารอาหารครบทุกหมู่และควรให้อาหารมื้อละศีลอด มีสลัดผักมากๆ

5.ข้อแนะนำเพื่อไม่ให้ท้องผูก หากท่านเป็นผู้หนึ่งที่มักจะมีอาการท้องผูก ก็ให้รับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากๆ เช่น สลัดผัก ผัก และผลไม้ชนิดต่างๆ และจงหลีกเลี่ยงการรับประทานขนมหวาน โดยให้รับประทานผลไม้แทน และจงทำละหมาดตะรอเวียห์อย่างสม่ำเสมอและบริหารร่างกายหรือออกกำลังกายอย่าง ที่เคยปฏิบัติ

6.พึงหลีกเลี่ยงการนอนหลังการละศีลอด ผู้ถือศีลอดบางคนชอบที่จะนอนหลังการรับประทานอาหารละศีลอด อันที่จริงการนอนหลังอาหารมื้อใหญ่และมากไปด้วยไขมันนั้นจะเพิ่มความเฉื่อย ชาและเกียจคร้านให้มากขึ้น

7.ข้อแนะนำสำหรับหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ก่อนที่หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรจะถือศีลอด นางควรปรึกษาแพทย์ หากแพทย์อนุญาต นางจึงถือศีลอด แต่ไม่ควรรับประทานอาหารละศีลอดในปริมาณที่มากเกินไป ให้รับประทานแต่พอประมาณและควรแบ่งการรับประทานอาหารละศีลอดเป็น 2 มื้อ มื้อแรกเมื่อได้เวลาละศีลอด และมื้อที่ 2 ให้ห่างกับมื้อแรกประมาณ 4 ชั่วโมง และในการรับประทานอาหารสะหูร (มื้อก่อนรุ่งสาง) ควรจะล่าช้ามากที่สุด และควรรับประทานอาหารประเภทนมโยเกิร์ตให้มาก และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันและขนมหวาน

นอกจากนั้นหญิงที่ให้นมบุตรยังควรที่จะจัดเตรียมน้ำและอาหารเหลวเพื่อให้ เด็กได้รับประทานควบคู่ไปกับการให้นมของนางขณะถือศีลอดและอาหารที่นางรับ ประทานเองทั้งมือละศีลอด และมื้อสะหูรควรเป็นอาหารที่เหมาะสมทั้งปริมาณและคุณภาพ และถ้าเป็นไปได้ก็ควรให้นมเด็กบ่อยครั้งในช่วงหลังละศีลอดถึงสะหูรและเมื่อ ใดที่รู้สึกอ่อนเพลียและเหน็ดเหนื่อยก็ให้รีบละศีลอดและปรึกษาแพทย์

8.คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจผู้ที่ป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับหัวใจจำนวนไม่ น้อย ที่สามารถถือศีลอดได้เนื่องจากในช่วงเวลากลางวันเมื่อไม่มีการย่อยอาหาร กล้ามเนื้อหัวใจก็ทำงานน้อยลง และได้พักผ่อนมากขึ้น ทั้งนี้ เพราะเมื่อมีการย่อยอาหารนั้น ร้อยละ 10 ของเลือดหัวใจสูบฉีดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายจะต้องถูกส่งไปเลี้ยงอวัยวะที่ทำหน้าที่ย่อยอาหาร

สำหรับผู้ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง ปกติแล้วจะสามารถถือศีลอดได้ แต่จะต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ และในขณะนี้ก็มียาหลายชนิดที่ผู้ป่วยสามารถจะรับประทานเพียงแค่วันละ 1-2 ครั้งเท่านั้น แต่ผู้ป่วยเหล่านี้จะต้องพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มเปรี้ยวจัด และรับประทานอาหารที่ใส่เกลือสมุทรให้น้อยลง

ส่วนผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอกที่ไม่รุนแรง และเฉียบพลัน โดยทั่วไปก็สามารถถือศีลอดได้ แต่จะต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ดี ก็มีผู้ป่วยเกี่ยวกับอาการทางหัวใจบางอย่างที่ไม่สามารถถือศีลอดได้ อย่างเช่น ผู้ป่วยด้วยโรคก้อนเลือดแข็ง ผู้ที่มีอาการหัวใจเต้นอ่อนอย่างรุนแรง และผู้ที่มีอาการเจ็บเสียดหน้าอกอย่างเฉียบพลัน เป็นต้น

9.การปรับเปลี่ยนวิธีการทานยาในเดือนรอมฎอน (ฝ่ายเภสัชภรรมชุมชน โรงพยาบาลท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช) ในช่วงรอมฎอน สำหรับผู้ป่วยเล็กน้อยหรือพี่น้องที่ต้องรับประทานยานั้น บางท่านอาจจะสงสัยว่าจะปรับตัวอย่างไรในการถือศีลอดในแต่ละวัน

เรามาดูวิธีการปรับเปลี่ยนวิธีการทานยาในเดือนรอมฎอน วิธีรับประทานยาที่ปรากฏบนซองยา ช่วงเวลาที่แนะนำให้รับประทานยาในช่วงเดือนถือศีลอด ทานยาหลังจากละศีลอดแล้วไปละหมาดค่ำ (มัฆริบ) จึงมาทานข้าว/อาหารหลัก หลังจากละศีลอดประมาณ 15-30 นาที 4 ชั่วโมงหลังจากการละศีลอด 30 นาทีก่อนทานมื้อก่อนรุ่งสาง 15-30 นาทีหลังทานมื้อดังกล่าว

สำหรับคำแนะนำสุดท้ายผู้เขียนขอกล่าวว่า ในช่วงกลางวันของรอมฎอน เราจะถือศีลอด และประกอบอาชีพเพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัยยังชีพที่ฮะล้าล (สุจริตตามบทบัญญัติ) ส่วนในตอนกลางคืนเราจะละหมาดตะรอเวียห์ ขอดุอาอ์ (ขอพร) ขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ และขอความเมตตาจากพระองค์

แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างมาก ที่พวกเราบางตนไม่ได้ถือศีลอดตามที่ศาสนากำหนด โดยเขาใช้เวลาเกือบตลอดทั้งวันไปกับการนอน และมีอารมณ์โกรธฉุนเฉียวโดยปราศจากสาเหตุอันควร อู้งาน โดยอ้างว่าเพราะเขาถือศีลอด

ผู้ถือศีลอดที่แท้จริงคือผู้มีอวัยวะทุกส่วนของเขาจะต้องระงับจากการกระทำที่เป็นบาปและเป็นโทษ

ลิ้นของเขาจะต้องระงับจากการพูดเท็จ คำพูดที่ไร้สาระเหลวไหล คำพูดที่หยาบคายลามก

ท้องของเขาจะต้องระงับจากการกิน การดื่ม

อวัยวะเพศของเขาจะต้องระงับจากการกระทำที่เป็นลามก

ถ้าหากเขาพูดจะต้องไม่พูดในสิ่งที่ทำให้การถือศีลอดของเขาไร้ผล และถ้าหากเขาจะทำกิจกรรมใดจะต้องไม่กระทำในสิ่งที่ทำให้การถือศีลอดของเขา เสียหาย คำพูดของเขาที่ออกมาควรเป็นคำพูดที่ดี และการกระทำของเขาก็เช่นเดียวกัน ควรเป็นการกระทำที่ดีบังเกิดผล

ท่านศาสดาสนับสนุนให้มุสลิมผู้ถือศีลอดมีมารยาทที่ดีงาม และความประพฤติปฏิบัติเป็นที่ยอมรับและน่าสรรเสริญ และปลีกตัวให้ห่างไกลจากการกระทำที่น่าเกลียดน่าชัง และการพูดจาที่หยาบคายสามหาวลามก อนาจาร คือ การงานที่เป็นผิด เป็นบาป ถ้าหากมุสลิมถูกใช้ให้ปลีกตัวให้ห่างไกลและละเว้นมิให้ประพฤติปฏิบัติในทุกๆ วัน แน่นอนการห้ามมิให้ปฏิบัติในระหว่างการถือศีลอดก็เป็นเรื่องที่ควรระมัด ระวังเป็นที่สุด

ผู้ที่ได้รับการยกเว้น

1. ผู้ป่วย ( อัล-กุรอาน 2: 184-185)

2. ผู้ที่อยู่ระหว่างการเดินทาง

3. ผู้หญิงที่กำลังมีประจำเดือน

4. ผู้หญิงตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร

5. เด็กที่ยังไม่บรรลุศาสนภาวะ

ผู้ที่ไม่สามารถถือศีลอดได้ และสิ่งทดแทนการถือศีลอดที่เป็นวาญิบ

1. ผู้ที่ขาดการถือศีลอดรอมฎอน และยังไม่ได้ชดใช้เนื่องจากมีอุปสรรค จนกระทั่งเสียชีวิต ก็ไม่ต้องจ่ายฟิดยะห์ ( สิ่งทดแทน ) และไม่ต้องชดใช้ โดยที่ไม่เป็นบาป เพราะเขาไม่มีความสามารถจนกระทั่งเสียชีวิต แต่ถ้าการขาดการถือศีลอด และไม่ได้ชดใช้โดยไม่มีอุปสรรค ก็จำเป็นต้องมีการจ่ายฟิดยะห์

2. ผู้ที่ขาดการถือศีลอดรอมฎอน โดยมีอุปสรรคหรือไม่และไม่ชดใช้ หลังจากที่สามารถชดใช้ได้จนกระทั่งเสียชีวิต ไม่อนุญาตให้ทายาทถือศีลอดชดใช้แทนให้ ตามทัศนะใหม่ เพราะการถือศีลอดเป็นศาสนกิจทางกาย ไม่อนุญาตให้ทำแทนในขณะมีชีวิตอยู่หรือหลังการเสียชีวิต เช่นเดียวกับการละหมาด
และฟิดยะห์จากการขาดการถือศีลอด คืออาหารหลัก 1 มุดเท่ากับ เศษหนึ่งส่วนสามปอนด์เมืองแบกแดด
หรือเท่ากับครึ่งถ้วยของอียิปต์ ดังฮ่าดีษว่า “ ผู้ใดเสียชีวิตโดยที่ยังขาดการถือศีลอด จงให้อาหารแก่คนยากจนแทนเขา 1 วันต่อคนยากจน 1 คน ” บันทึกโดยติรมีซี
ตามทัศนะเดิม ให้ผู้ที่เป็นทายาทถือศีลอดทดแทน และอนุญาตให้จ่ายอาหารแทนได้
อีหม่ามนาวาวีกล่าวว่า “ เรื่องนี้ทัศนะเดิมมีความชัดเจนกว่า ” ดังการบันทึกของบุคอรีและมุสลิมว่า
“ ผู้ใดเสียชีวิตโดยขาดการถือศีลอด ให้ทายาททำการถือศีลอดแทน ”
อีหม่ามนาวาวียังกล่าวต่ออีกว่า ทัศนะใหม่ขาดด้วยหลักฐาน สำหรับฮ่าดีษที่บ่งถึงการให้อาหาร เป็นฮ่าดีษที่อ่อนแอ ถึงอย่างไรการให้อาหารก็ยังมีการปฏิบัติ
และตามทัศนะเดิมเห็นว่า ผู้ที่จะถือศีลอดทดแทน คือ ญาติใกล้ชิด ถึงแม้จะไม่ใช่ทายาทรับมรดก ดังการบันทึกของมุสลิมว่า ท่านร่อซู้ล ( ซล. ) กล่าวกับหญิงคนหนึ่งที่ถามท่านว่า แม่ของฉันเสียชีวิตโดยขาดการถือศีลอด ฉันจะถือศีลอดแทนนางได้ไหม ? จงถือศีลอดแทนมารดาของเธอ
หากผู้อื่นถือศีลอดแทนผู้ตาย โดยได้รับอนุญาตจากทายาท หรือได้รับการสั่งเสียจากผู้ตาย การถือศีลอดแทนนั้นใช้ได้ แต่ถ้าไม่ได้รับการอนุญาตจากทายาท หรือไม่ได้รับการสั่งเสียจากผู้ตาย การถือศีลอดแทนใช้ไม่ได้ เป็นการเทียบเคียงจากเรื่องการทำฮัจย์

3. หากผู้ตายขาดละหมาด หรือยังไม่ได้เอี๊ยะติกาฟตามที่ตั้งใจไว้ ไม่อนุญาตให้ละหมาดแทน หรือจ่ายฟิดยะห์ให้ เนื่องจากไม่มีตัวบทบ่งบอก
กอฎีอิยาดกล่าวว่า มีฉันทามติไม่มีการละหมาดแทนให้ผู้ตาย

4. ตามทัศนะที่ชัดเจนว่า ผู้ที่ไม่สามารถถือศีลอดรอมฎอน หรือถือศีลอดแก้บนที่เคยบนบานไว้ขณะที่มีความสามารถ เนื่องจากชรา จำเป็นจะต้องจ่ายฟิดยะห์ 1 มุดต่อวัน โดยไม่ต้องถือศีลอดชดใช้
ดังพระดำรัสของอัลเลาะห์ ( ซบ. ) ว่า
( وعلي الذين يطيقون فدية طعام مســكين )
ความว่า “ และสำหรับผู้ที่ไม่สามารถถือศีลอด เขาจะต้องจ่ายฟิดยะห์เป็นอาหารแก่คนขัดสน ”

5. และสำหรับหญิงตั้งครรภ์และหญิงที่ให้นมบุตร อนุญาตให้นางทั้งสองละศีลอดได้ หากกลัวว่าการถือศีลอดจะเป็นอันตรายต่อตัวนาง หรือเป็นอันตรายต่อบุตร หรือเด็กที่ดื่มนมของนาง
หากนางทั้งสองกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อตัวเอง และบุตรของนางหากนางถือศีลอด อนุญาตให้ละศีลอดได้ และนางจำเป็นจะต้องถือศีลอดชดใช้ แต่ถ้านางทั้งสองกลัวว่าการถือศีลอดจะเป็นอันตรายต่อบุตร โดยที่หญิงตั้งครรภ์กลัวว่าจะแท้ง หรือหญิงให้นมกลัวว่านมจะไม่พอให้บุตร นางทั้งสองจำเป็นต้องถือศีลอดชดใช้ พร้อมทั้งต้องจ่ายฟิดยะห์ตามทัศนะที่ชัดเจน
มุมมองที่สองเห็นว่า นางทั้งสองถือศีลอดชดใช้โดยไม่ต้องจ่ายฟิดยะห์เหมือนคนเดินทาง หรือผู้ป่วย
มุมมองที่สามเห็นว่า หญิงให้นมจะต้องถือศีลอดชดใช้พร้อมจ่ายฟิดยะห์ แต่หญิงตั้งครรภ์ถือศีลอดใช้โดยไม่ต้องจ่ายฟิดยะห์ เพราะนางเปรียบเสมือนผู้ป่วย
หากการช่วยเหลือคนหรือสัตว์ที่ให้ประโยชน์ที่กำลังจะเกิดอันตราย โดยที่ผู้ช่วยเหลือจะต้องละศีลอด จึงจะทำให้การช่วยเหลือสำเร็จ เขาก็จำเป็นจะต้องละศีลอด และทำการช่วยเหลือ

6. ผู้ที่ละศีลอดโดยละเมิดที่ไม่ใช้จากการร่วมประเวณี เขาจะต้องถือศีลอดใช้โดยไม่ต้องจ่ายฟิดยะห์ เพราะไม่มีตัวบทบ่งบอก

7. ผู้ใดที่ไม่ได้ถือศีลอดใช้ทั้ง ๆ ที่สามารถกระทำได้ จนกระทั่งรอมฎอนที่สอง เขาจำเป็นต้องถือศีลอดใช้พร้อมจ่ายอาหาร 1 มุดต่อ 1 วัน เพราะซ่อฮาบะห์ 6 ท่านฟัตวาเช่นนี้ โดยที่ไม่มีผู้คัดค้าน
ทัศนะที่ถูกต้องเห็นว่า จำนวนฟิดยะห์นั้นขึ้นอยู่กับจำนวนปีที่จ่ายล่าช้า
ข้อพึงสังเกต การจำเป็นที่จะต้องจ่ายฟิดยะห์ที่กล่าวมาในข้างต้น สาเหตุจากการล่าช้าในการถือศีลอดใช้ ส่วนการจ่ายฟิดยะห์ของคนชราเพื่อทดแทนการถือศีลอด และการจ่ายฟิดยะห์ของหญิงให้นมหรือหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากปล่อยช่วงเวลาที่ประเสริฐผ่านไปโดยไม่ได้ถือศีลอด
ทัศนะที่ถูกต้องที่สุดเห็นว่า ผู้ที่ล่าช้าในการถือศีลอดใช้จนกระทั่งเข้ารอมฎอนที่สอง แล้วเสียชีวิต จะต้องนำเงินจากมรดกมาใช้ในการจ่ายฟิดยะห์ 2 มุดต่อ 1 วัน 1 มุดสำหรับการไม่ได้ถือศีลอด และอีก 1 มุดสำหรับการล่าช้าในการชดใช้ เพราะทั้งสองมุดเป็นสิ่งจำเป็นตามฉันทามติ

8. ผู้ที่มีสิทธิ์ในการรับฟิดยะห์คือ คนยากจนและคนขัดสนเท่านั้น ดังพระดำรัสของอัลเลาะห์ ( ซบ. ) ว่า
( وعلي الذين يطيقونه فدية طعام مســكين )
ความว่า “ และสำหรับผู้ที่ไม่สามารถถือศีลอด เขาจะต้องจ่ายฟิดยะห์เป็นอาหารให้กับคนขัดสน ”
ซึ่งคนยากจนมีสภาพที่ลำบากมากกว่าคนขัดสน เมื่ออนุญาตให้จ่ายฟิดยะห์แก่ผู้ขัดสน คนยากจนจึงสมควรได้รับมากกว่า แต่ไม่จำเป็นจะต้องให้ทั้งสองคน และสามารถจ่ายฟิดยะห์จำนวนหลายฟิดยะห์ให้กับคนยากจน หรือคนขัดสนเพียงคนเดียวได้ เพราะฟิดยะห์ของแต่ละวันเป็นศาสนกิจที่ไม่เกี่ยวพันกัน แต่ไม่อนุญาตให้นำฟิดยะห์ 1 ฟิดยะห์จ่ายให้กับคนยากจนหรือคนขัดสน 2 คน เพราะอัลเลาะห์ ( ซบ. ) ทรงกำหนดให้จ่ายฟิดยะห์ 1 ฟิดยะห์ให้กับคน 1 คน

9. ชนิด ประเภทและลักษณะของฟิดยะห์เหมือนซะกาตุ้ลฟิตร์ เพราะเป็นสิ่งที่บทบัญญัติกำหนด โดยที่จะต้องเป็นสิ่งที่ดีกว่าอาหารตามปกติของผู้จ่ายฟิดยะห์
เมื่อใดจำเป็นต้องจ่ายกัฟฟาเราะห์ ( ค่าปรับ ) ของการถือศีลอด
ผู้ที่เป็นผู้ถูกบังคับใช้ตามบทบัญญัติที่ทำให้เสียการถือศีลอด โดยการร่วมประเวณี เขาจำเป็นจะต้องจ่ายกัฟฟาเราะห์ พร้อมทั้งรับโทษที่กอฎีเป็นผู้กำหนด ดังการรายงานของบุคอรีและมุสลิม จากอบีฮูรอยเราะห์ว่า “ มีชายคนหนึ่งมาหาท่านร่อซู้ล ( ซล. ) แล้วกล่าวว่า โอ้ท่านร่อซู้ล ( ซล. ) ฉันคงพินาศแล้ว ท่านถามว่า อะไรทำให้เจ้าพินาศ เขาตอบว่า ฉันร่วมประเวณีกับภรรยาขณะที่ฉันถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ท่านกล่าวว่า เจ้ามีทาสที่จะปล่อยไหม ? เขาตอบว่า ไม่มี ท่านถามว่า เจ้าจะถือศีลอดติดต่อกัน 2 เดือนได้ไหม ? เขาตอบว่า ไม่ได้ ท่านถามว่า เจ้ามีอาหารแจกแก่คนจน 60 คนไหม ? เขาตอบว่า ไม่มี แล้วชายผู้นั้นก็นั่งลง ท่านร่อซู้ล ( ซล. ) นำตะกร้าที่มีอินทผลัมอยู่ให้ชายผู้นั้นแล้วกล่าวว่า เจ้าจงเอานี่ไปแจกจ่าย เขากล่าวว่า แจกแก่คนที่ยากจนกว่าฉันกระนั้นหรือ ไม่มีใครในระหว่างภูเขา 2 ลูกนี้ยากจนยิ่งไปกว่าครอบครัวของฉัน ท่านร่อซู้ล ( ซล. ) หัวเราะจนกระทั่งเห็นเขี้ยวของท่าน แล้วท่านกล่าวว่า นำมันเป็นอาหารแก่ครอบครัวของเจ้าเถิด

แต่สำหรับผู้ที่ลืม ถูกบังคับ หรือไม่รู้ว่าเป็นสิ่งต้องห้าม ไม่ต้องจ่ายกัฟฟาเราะห์ เพราะการถือศีลอดของเขาไม่เสีย และไม่ต้องจ่ายกัฟฟาเราะห์สำหรับผู้ร่วมประเวณีขณะถือศีลอดที่ไม่ใช่เดือน รอมฎอน ไม่ว่าจะเป็นการถือศีลอดสุนัต , แก้บน , ชดใช้หรือกัฟฟาเราะห์ เพราะตัวบทบ่งบอกเฉพาะรอมฎอน ซึ่งเป็นเดือนที่ถูกกำหนดให้มีความประเสริฐเหนือเดือนอื่น ๆ และไม่ต้องจ่ายกัฟฟาเราะห์เช่นกัน จากการร่วมประเวณีของผู้ถือศีลอดขณะเดินทางหรือป่วยโดยการเหนียต การร่วมประเวณีเป็นการละศีลอดที่ศาสนาผ่อนปรนให้ หรือถึงแม้จะไม่ได้เหนียตว่าเป็นสิ่งผ่อนปรนก็ไม่ต้องจ่ายกัฟฟาเราะห์ ตามทัศนะที่ถูกต้องที่สุด เพราะการละศีลอดเป็นสิ่งที่อนุญาตสำหรับเขาทั้งสอง และคนที่ร่วมประเวณีโดยคาดว่ายังเป็นเวลากลางคืนอยู่ ก็ไม่ต้องจ่ายกัฟฟาเราะห์เช่นเดียวกัน
และไม่ต้องจ่ายกัฟฟาเราะห์สำหรับการร่วมประเวณีโดยเจตนา หลังจากการกินอาหารโดยลืมและคิดว่าการกินอาหารทำให้เสียการถือศีลอด และผู้ที่ทำซินาขณะถือศีลอดโดยลืมว่าถือศีลอดก็เช่นเดียวกัน ไม่ต้องจ่ายกัฟฟาเราะห์ เพราะเขาจะไม่ได้รับโทษจากการเสียการถือศีลอด แต่เขาจะได้รับโทษจากการทำซินา

ใครที่จำเป็นต้องจ่ายกัฟฟาเราะห์
ผู้เป็นสามีเท่านั้นที่จำเป็นจะต้องจ่ายกัฟฟาเราะห์ เพราะภรรยาไม่ได้ถูกใช้ให้จ่ายกัฟฟาเราะห์ เพราะเป็นค่าปรับทางทรัพย์สินที่เกี่ยวพันกับการร่วมประเวณีเหมือนกับสินสอด ดังนั้นจึงไม่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับหญิงที่ถูกร่วมประเวณี หรือชายที่ถูกร่วมประเวณี แต่จำเป็นสำหรับชายที่เป็นผู้กระทำการร่วมประเวณี
มีทัศนะว่า ทั้งสามีและภรรยาจะต้องจ่ายกัฟฟาเราะห์กันคนละครึ่ง โดยให้สามีเป็นผู้รับผิดชอบในส่วนของภรรยา เพราะทั้งสองร่วมกันกระทำ
และยังมีทัศนะอีกว่า ภรรยาก็จะต้องจ่ายกัฟฟาเราะห์เหมือนกับสามี เพราะต่างฝ่ายต่างร่วมกันทำความผิด จึงต้องถูกลงโทษเหมือนกับสามี เช่นเดียวกับการถูกลงโทษในเรื่องซินา
และผู้ใดที่ร่วมประเวณี 2 วัน ก็จะต้องจ่ายกัฟฟาเราะห์ 2 กัฟฟาเราะห์ และหากกระทำมากกว่านั้น ก็จะต้องจ่ายกัฟฟาเราะห์ตามจำนวนวันที่กระทำ เพราะการถือศีลอดในแต่ละวันเป็นศาสนกิจที่ไม่เกี่ยวพันกันกับวันอื่น ๆ แต่ถ้าหากร่วมประเวณีมากกว่า 1 ครั้งในวันเดียวกัน ถึงแม้จะร่วมกัน 4 ครั้งกับภรรยาทั้ง 4 ของเขา ก็จำเป็นต้องจ่ายกัฟฟาเราะห์เพียงกัฟฟาเราะห์เดียว ตามทัศนะของมัสฮับ

การเดินทางหลังจากการร่วมประเวณีที่เกิดขึ้นขณะถือศีลอด ไม่ทำให้กัฟฟาเราะห์ตกไปโดยเด็ดขาด เพราะการเดินทางเกิดขึ้นในเวลาที่ไม่อนุญาตให้ละศีลอด เช่นเดียวกับการเกิดการป่วยหลังจากการร่วมประเวณีขณะถือศีลอด ตามทัศนะของมัสฮับ
และสามีจำเป็นต้องถือศีลอดใช้พร้อมทั้งจ่ายกัฟฟาเราะห์ในวันที่เสียการถือศีลอดจากการร่วมประเวณี ตามทัศนะที่ถูกต้อง
เพราะเมื่อการถือศีลอดใช้จำเป็นสำหรับผู้ที่เสียศีลอดเพราะมีอุปสรรค ดังนั้นผู้ที่ไม่มีอุปสรรคก็สมควรต้องชดใช้ยิ่งกว่า มุมมองที่สองเห็นว่า ไม่ต้องถือศีลอดใช้เพราะต้องจ่ายกัฟฟาเราะห์อยู่แล้ว มุมมองที่สามเห็นว่า หากเขาเลือกกัฟฟาเราะห์โดยการถือศีลอด ก็ไม่ต้องถือศีลอดชดใช้ แต่หากเลือกจ่ายกัฟฟาเราะห์ด้วยวิธีอื่นก็จะต้องถือศีลอดชดใช้ สำหรับภรรยาจำเป็นต้องถือศีลอดชดใช้ หากเห็นว่านางไม่ต้องจ่ายกัฟฟาเราะห์

อธิบายถึงกัฟฟาเราะห์ของการถือศีลอด
กัฟฟาเราะห์ของการถือศีลอดคือ การปล่อยทาสมุอฺมินให้เป็นอิสระ แต่ถ้าไม่มีความสามารถในการปล่อยทาส ก็จะต้องถือศีลอดเป็นระยะเวลา 2 เดือนโดยติดต่อกัน หากไม่สามารถทำได้ ก็จะต้องจ่ายอาหารให้กับคนยากจน 60 คนคนละ 1 มุด และจะต้องกระทำตามการเรียบเรียง โดยไม่อนุญาตให้ถือศีลอด หากมีความสามารถในการปล่อยทาส และไม่อนุญาตให้จ่ายอาหารหากสามารถถือศีลอดได้
หากขณะที่เขาถือศีลอดกัฟฟาเราะห์ เขาเกิดมีความสามารถที่จะปล่อยทาสได้ ก็สุนัตให้เขาปล่อยทาสแทนการถือศีลอด หรือขณะที่เขาให้อาหารคนยากจน เขาเกิดมีความสามารถที่จะถือศีลอดได้ ก็สุนัตให้เขากระทำ
แต่ถ้าเขาไม่มีความสามารถที่จะกระทำทุกประเภทของกัฟฟาเราะห์ที่กล่าวมา กัฟฟาเราะห์ก็จะอยู่ในความรับผิดชอบของเขา จนกว่าเขาจะสามารถ กระทำประเภทหนึ่งประเภทใดของกัฟฟาเราะห์ ตามทัศนะที่ชัดเจน เพราะท่านร่อซู้ล ( ซล. ) ใช้ให้อาหรับชนบทนำเอาอินทผลัมที่ท่านให้เขาเอาไปแจกให้กับคนจน เป็นการบ่งบอกว่า กัฟฟาเราะห์คงอยู่ในความรับผิดชอบของเขา เพราะหน้าที่ของบ่าวที่พึงมีต่ออัลเลาะห์ ( ซบ. ) ที่เขาไม่สามารถปฏิบัติได้ โดยที่สาเหตุมาจากตัวของบ่าว หน้าที่นั้นจะคงอยู่ในความรับผิดชอบของเขาตลอดไป แต่ถ้าสาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่นั้นได้ไม่ได้เกิดมาจากบ่าว หน้าที่นั้นก็จะไม่ติดอยู่ในความรับผิดชอบของเขา เช่น ซะกาตุลฟิตร์

ดังนั้นเมื่อใดที่เขาสามารถที่จะกระทำประเภทหนึ่งประเภทใดของกัฟฟาเราะห์ ก็จำเป็นต้องกระทำทันที และตามทัศนะที่ถูกต้องที่สุดเห็นว่า อนุญาตให้ผู้ที่สามารถถือศีลอด เลือกที่จะจ่ายอาหารให้กับคนยากจนได้ หากเขาเป็นผู้ที่มีความต้องการที่จะแต่งงานอย่างมาก เพราะการแต่งงานอาจทำให้การถือศีลอดขาดการติดต่อกัน และเป็นเหตุให้ต้องเริ่มต้นถือศีลอดใหม่
มุมมองที่สองเห็นว่า ไม่อนุญาตให้ให้อาหารแทนการถือศีลอด เพราะเขาสามารถที่จะถือศีลอดได้เหมือนกับการถือศีลอดเดือนรอมฎอน และตามทัศนะที่ถูกต้องที่สุดเห็นว่า ไม่อนุญาตคนยากจนจ่ายกัฟฟาเราะห์ต่าง ๆ ให้กับลูกหลานตัวเอง เช่นเดียวกับซะกาต ส่วนการที่ท่านร่อซู้ล ( ซล. ) ใช้อาหรับชนบทนำเอาอินทผลัมไปจ่ายให้กับครอบครัว อาจมีความน่าจะเป็นได้ว่า เมื่อท่านร่อซู้ล ( ซล. ) รู้ว่าเขาเป็นคนยากจน ท่านจึงบริจาคอินทผลัมหรือให้กรรมสิทธิ์แก่เขา เพื่อนำไปจ่ายให้คนจน และเมื่อท่านร่อซู้ล ( ซล. ) รู้ว่าเขาจนที่สุด ท่านใช้ให้เขานำไปให้ครอบครัวของเขา เป็นการประกาศให้รู้ว่ากัฟฟาเราะห์เป็นสิ่งจำเป็น
ญุรญานีกล่าวว่า ผู้ใดที่ขาดการถือศีลอดรอมฎอน สุนัตให้เขาถือศีลอดชดใช้ติดต่อกัน และมักโระห์ในการที่จะเขาจะถือศีลอดสุนัตก่อนการถือศีลอดชดใช้

เร่งทำความดีให้มากๆก่อนที่ร่อมะฎอนจะผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ยืนหยัดและอดทนในการยึดมั่นอิสลาม ควบคุมอารมณ์ใฝ่ต่ำของตัวเอง ควบคุมหู ตา ลิ้น เท้า มือ และส่วนอื่นๆกระทั่งจิตใจไม่ให้ทำในสิ่งอัลลอฮฺไม่พอใจ แสวงหาคืนหนึ่งที่ดีกว่าหนึ่งพันเดือนในสิบคืนสุดท้าย

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: