ลิเก!ศรีธนญชัยเรียก”พ่อ”


นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข   แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “ไทยเรดนิวส์” และ “วอยซ์ ออฟ ทักษิณ” เขียนจดหมายระบายความรู้สึกหลังจากถูกหมายจับกรณีทำผิดต่อ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินว่า

“ผมได้แต่สงสัยยังหาคำตอบไม่ได้  ทำไมตำแหน่งทางการเมืองทำให้คนเรียนดี  ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ เป็นนักการเมืองที่หลายคนชื่นชม กลับกลายเป็นคนกะล่อนปลิ้นปล้อนได้ถึงเพียงนี้ หรือว่าโดยกมล sun-ดานแล้ว พวกชนชั้นปกครองบ้าอำนาจมักมีพันธุกรรมของความกะล่อนอยู่เสมอ”

คุณอภิสิทธิ์ใช้ ชีวิตในวัยเด็กและเติบโตในสังคมตะวันตก อาจไม่มีความรู้ในเรื่องบาปบุญคุณโทษ และอาจไม่ใส่ใจต่อคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นบาปมหันต์”

2 ปีภายใต้รัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี   ไม่เพียงถูกมองว่าแก้ปัญหาล้มเหลวเกือบทุกด้านเท่านั้น แต่ยังทำให้ความแตกแยกและขัดแย้งในสังคมไทยยิ่งรุนแรงมากขึ้น ทั้งที่ประกาศเมื่อรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่าจะเร่งแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ทางการเมือง

นาย อภิสิทธิ์กล่าวว่า        “ผม ทราบดีว่าสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ไม่ปรกติและเป็นวิกฤต และประชาชนคนไทยมีความทุกข์ ผมถือว่าผมเป็นนักการเมืองในวิถีทางประชาธิปไตย ผมเป็นอาสาสมัคร และผมไม่มีสิทธิจะหนีปัญหาหรือปฏิเสธความรับผิดชอบ”

ขณะที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่ประกาศแผนปฏิรูปประเทศไทย โดยเฉพาะนโยบายประชาวิวัฒน์ ที่เน้นแก้ปัญหาให้กับวินมอเตอร์ไซค์ ผู้ค้าหาบเร่-แผงลอย คนขับรถแท็กซี่ และเกษตรกรที่มีหนี้สิน     ซึ่งไม่ต่างจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่นายอภิสิทธิ์เคยตำหนิว่าเป็นระบบอุปถัมภ์ของนักการเมือง ทำให้ขาดวินัยการคลัง    แต่วันนี้นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์กลับลอกเลียนแบบและลด แลก แจก แถมยิ่งกว่ารัฐบาลไทยรักไทยอย่างไม่ละอาย

ในการปาฐกถาและให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ หลายครั้งก็ประกาศว่าเป็น นักการเมืองที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย            แต่ครั้งเกิดม็อบเสื้อเหลืองออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณนั้น        นายอภิสิทธิ์กลับเสนอให้มีนายกฯพระราชทานตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ 2540 เพื่อเป็นทางออกของวิกฤตการเมือง        โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้ร่วมกับพรรคต่างๆที่อยู่ตรงข้ามพรรคไทยรักไทย    บอยคอตการเลือกตั้ง     จนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549       ซึ่งนายอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้ออกมาคัดค้าน แต่กลับวางเฉย

เช่นเดียวกับ การรณรงค์ทำประชามติให้รับรองรัฐธรรมนูญ 2550 ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)     นายอภิสิทธิ์ได้ออกมาร่วมเรียกร้องให้รับรองรัฐธรรมนูญไปก่อนแล้วค่อยแก้ไขในภายหลัง   แต่กว่า 3 ปีที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ทั้งในฐานะผู้นำฝ่ายค้านและนายกรัฐมนตรีกลับสร้างเงื่อนให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญกลายเป็นวิกฤตการเมืองจนทุกวันนี้

กรณีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เรียกร้องให้      นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ลาออก  ซึ่งนายอภิสิทธิ์เคยอภิปรายในฐานะหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2551     ให้นายสมัครมีสำนึกรับผิดชอบทางการเมือง ไม่ใช่ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินกับผู้ชุมนุม และกล่าวในสภาว่า

“…การที่จะมีประชาชนจากหนึ่งคนหรือจะ แสนคนลุกขึ้นมาเรียกร้อง        ให้รัฐบาล แสดงความรับผิดชอบ ทบทวนตัวเอง หรือพิจารณาตัวเอง ไม่ได้ขัดกับหลักประชาธิปไตยครับ       โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีข้อสงสัยว่าการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนั้นอาจ จะแค่บกพร่องผิดพลาด ถ้าร้ายแรงกว่านั้นก็คือ ละเมิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิของประชาชน หรือเลวร้ายอีกเรื่องหนึ่งคือ การทุจริตคอร์รัปชัน  จริงครับ ปัญหาเหล่านี้มีกระบวนการทางกฎหมาย แต่ท่านดูเถอะครับ ทุกประเทศที่เป็นประชาธิปไตยส่วนใหญ่เขาไม่รอให้กฎหมายจัดการครับ มันจะมีสิ่งที่เรียกว่าสำนึกหรือความรับผิดชอบของนักการเมือง       ที่เขาบอกว่ามันต้องสูงกว่าคนธรรมดา”

ขณะที่เหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ที่มีการสลายกลุ่มพันธมิตรฯที่ชุมนุมปิดล้อมรัฐสภาจนมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บประมาณ 400 คนนั้น   นายอภิสิทธิ์ได้ออกมาเรียกร้องให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์       นายกรัฐมนตรีขณะนั้น แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองด้วยการลาออกหรือยุบสภา เพราะหมดความชอบธรรมแล้ว แม้ผู้ชุมนุมจะกระทำผิด รัฐบาลก็ไม่มีสิทธิฆ่า และยังกล่าวว่า  “เหตุการณ์ทั้งหมดนายกฯไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบว่าเป็นผู้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือไม่ก็จงใจให้เหตุการณ์เกิดขึ้น”           “แต่ที่เลวร้ายกว่าการโยนความผิดให้เจ้าหน้าที่คือ การใส่ร้ายประชาชน”        “ผมไม่นึกไม่ฝันว่าเราจะมีรัฐที่ได้ทำร้ายประชาชนจนเสียชีวิตและบาดเจ็บ สาหัส แล้วยังมีรัฐที่ยัดเยียดความผิดให้ประชาชนอีก                ถือเป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้”            “ผมเคยได้ยินฝ่ายรัฐบาลชอบถามคนนั้นคน นี้ว่าเป็นคนไทยหรือเปล่า แต่พฤติกรรมที่ท่านทำอยู่ไม่ใช่เป็นคนไทยหรือเปล่า แต่เป็นคนหรือเปล่า”

เมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” จึงตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับที่นายอภิสิทธิ์สั่งให้ใช้กำลังทหารนับหมื่น พร้อมอาวุธสงครามสลายกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จนมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 91 คน และบาดเจ็บ พิการเกือบ 2,000 คน ทั้งที่เรียกร้องให้ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่นั้น นายอภิสิทธิ์จึงต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าเป็นนักการเมืองที่มีความรับผิดชอบ ทางการเมืองและเป็นคนหรือเปล่า?

เช่นเดียวกับ กรณีนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ และนายวีระ สมความคิด แกนนำกลุ่มประชาชนไทยหัวใจรักชาติ กับพวกอีก 5 คน รุกล้ำเข้าไปในเขตประเทศกัมพูชา จนถูกทหารกัมพูชาจับและดำเนินคดีในศาล ซึ่งปรากฏคลิปวิดีโอที่มีภาพและเสียงชัดเจนที่นายพนิชโทรศัพท์ถึง “คิว” (นายอิทธิศักดิ์ สังขมัย ผู้ช่วย ส.ส. ของนายพนิช) ให้โทรศัพท์บอกนายสมเกียรติ ครองวัฒนาสุข เลขานุการส่วนตัวนายอภิสิทธิ์ ว่าได้ข้ามมาเขตกัมพูชาแล้ว ทั้งยังย้ำว่าอย่าให้ใครรู้เพราะนายกฯรู้อยู่คนเดียวนั้น ยิ่งตอกย้ำว่านายอภิสิทธิ์เป็นคนน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน

คลิปนายพนิชและพวกถูกจับกุม ซึ่งนายอภิสิทธิ์ระบุว่าคลิปทั้งหมดที่ไม่มีการตัดต่อมีความยาวประมาณ 20 กว่านาที สามารถตรวจสอบและพิสูจน์ความจริงได้นั้น ถ้านายอภิสิทธิ์ไม่ใช่คนโกหกตอแหลและไม่กลัวความจริงก็สามารถนำมาเปิด พิสูจน์ให้ประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้ตัดสินใจได้ ถ้ากระดากใจที่จะใช้โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯแถลงข่าวข้างเดียวเหมือน ศอฉ. ในยุค พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็สามารถใช้รายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยฯ”   ออกอากาศให้คนทั้งประเทศรับชมไปเลยว่าของจริง 20 นาทีนั้นเกิดอะไรขึ้น  แบบคำต่อคำ  วินาทีต่อวินาที โดยไม่ต้องตัดต่อ ดีกว่าออกมาแก้ตัวแบบถูๆไถๆหรือแถไปเรื่อยๆ

จึงเห็นได้ชัดเจนว่าแม้นาย อภิสิทธิ์จะได้รับการยกย่องว่ามีวาทกรรมเป็น เลิศ แต่กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์ มาโดยตลอดในเรื่องของจุดยืนทางการเมืองและคำพูดที่เชื่อถือได้หรือไม่ เพราะไม่ใช่แค่พูดโกหกหรือพูดอย่างทำอย่าง แต่ยังสามารถสร้างเรื่องให้คนเชื่อและหลงคารมได้อย่างสนิทใจ ไม่ต่างอะไรกับพระเอกลิเกรูปหล่อป้อคำหวานจนแม่ยกหลงใหลอย่างไม่ลืมหูลืมตา

ขณะ ที่สังคมไทยก็เหมือนคนหูหนวกตาบอดจริงๆ ไม่ใช่แค่ลืมง่ายเหมือนคนความจำเสื่อม แต่ยังเพิกเฉยและยอมรับการโกหกคำโตของรัฐบาล โดยเฉพาะคำพูดของนายอภิสิทธิ์ที่หลายต่อหลายครั้งมีหลักฐานชัดเจนจนแทบไม่ ต้องถามว่าโกหกตอแหลหรือไม่

เช่นเดียวกับที่คนเสื้อแดงและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน      เรียกร้องให้เปิดเผยสำนวนการชันสูตร 91 ศพ ในเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต”     โดยเฉพาะกรณี 6 ศพที่วัดปทุมวนารามทั้งหมด หากนายอภิสิทธิ์และกองทัพยืนยันว่าเป็นผู้บริสุทธิ์และเจ้าหน้าที่ทหารไม่ ได้ฆ่าประชาชนก็ต้องเปิดให้สาธารณชนรับทราบแบบไม่ปิดบังอำพราง   ไม่ใช่พูดแต่ผู้ก่อการร้ายหรือชายชุดดำ แต่จนบัดนี้ยังไม่เคยจับชายชุดดำได้แม้แต่คนเดียว รวมถึงการนำภาพวิดีโอเทปวงจรปิดของห้างในวันที่เซ็นทรัลเวิลด์ถูกเผามาเปิดดูกันให้เห็นจะจะ     ว่าเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ในวันที่ทหารได้เข้ายึดพื้นที่ราชประสงค์ไว้ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ถ้าหากเห็นว่าเป็นใคร โดยเฉพาะเป็นคนเสื้อแดง หรือชายชุดดำผู้ก่อการร้ายเป็นผู้ก่อเหตุลงมือเผา จะได้ทำให้คนไทยสิ้นสงสัย หรือเป็นเพราะรู้แล้วว่าคนในภาพที่ก่อเหตุเป็นใคร? จึงไม่สามารถนำมาเปิดเผยความจริงให้ปรากฏ?

ตราบใดที่นายอภิสิทธิ์ยัง ใช้คำพูดแก้ปัญหา หรือพูดโกหกเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ วันหนึ่งเมื่อฟ้าเปลี่ยนสีความจริงก็ย่อมจะปรากฏ และนายอภิสิทธิ์ก็อยู่ในอำนาจไม่ได้หากไม่มีกองทัพหรือมุดบ้านของผู้มีบารมี นอกรัฐธรรมนูญให้ปกป้อง

ดังนั้น พฤติกรรมของนายอภิสิทธิ์ที่ถูกจับโกหกครั้งแล้วครั้งเล่า แม้แต่กลุ่มพันธมิตรฯที่เคยให้การสนับสนุนจนได้เป็นนายกรัฐมนตรีทุกวันนี้ ยังประณามว่า “ตระบัดสัตย์”
ถ้า “นาธาน โอมาน” เจอนายอภิสิทธิ์ก็ต้องเรียกว่า “พี่” ถ้า “ศรีธนญชัย” เจอนายอภิสิทธิ์ก็ต้องเรียกว่า “พ่อ” ส่วนประชาคมโลกก็คงให้สมญานามเป็น “พินอคคิโอ” กลับชาติมาเกิด

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โลกวันนี้วันสุข ฉบับวันที่ 8-14 ม.ค.54

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: