เงินเฟ้อพุ่ง!กระหน่ำชาติปี2554


เงินเฟ้อ (inflation) หมายถึง การที่ระดับราคาของสินค้าหรือการบริการในช่วงระยะเวลาหนึ่งราคาสูงขึ้น เรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการครองชีพของประชาชน และการขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถวางแผนการผลิตและลงทุน ได้ เพราะไม่รู้ว่าวัตถุดิบที่จะซื้อเข้ามาราคาจะเป็นเท่าไร จะตั้งราคาสินค้าเท่าไร เพื่อให้ยังมีกำไร ขณะที่ประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภคเองก็ไม่แน่ใจว่าราคาสินค้าจะแพงขึ้นอีกหรือ ไม่ เงินจำนวนเท่าเดิมที่มีอยู่ในกระเป๋าก็ด้อยค่าลงไป เพราะข้าวของแพงขึ้น ทำให้ซื้อของได้น้อยลง ธุรกิจก็ขายของได้น้อยลง ซึ่งที่สุดแล้วจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศแย่ลงได้

บอร์ดนโยบายการเงินหรือกนง. ประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย อีก 0.25% ขยับจาก 2%เป็น 2.25% ตามคาด อ้างเศรษฐกิจผจญความเสี่ยงเงินเฟ้อพุ่ง        การขึ้นดอกเบี้ยย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบธุรกิจโดย เฉพาะขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ทำให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่ม เพราะธนาคารพาณิชย์ก็ต้องประกาศขึ้นดอกเบี้ย มากกว่าที่กนง.ประกาศ       ล่าสุดมีรายงานข่าวจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)แจ้งว่าธนาคารได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากมีผลในวันที่ 13 มกราคม 2554

ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประเมินอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2554 ขยายตัว 3.2% ต่ำสุดในภูมิภาค

ส่วนศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี2554จะเติบโตในอัตราที่ชะลอลง

รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มองว่า รัฐบาลกำลังเข้าสู่จุดอันตราย เพราะจัดทำงบประมาณขาดดุลติดต่อกันมาหลายปี และอาจทำให้ภาระหนี้สาธารณะของประเทศสูงถึง 60% ของ GDP        รายจ่ายประจำในงบประมาณมีสัดส่วนสูงถึง 78% ซึ่งรศ.ดร.มนตรีมองว่าสูงเกินไป รัฐบาลไม่ควรใช้รายจ่ายประจำ มากระตุ้นเศรษฐกิจ   และมีงบลงทุนเพียงแค่ 16% เท่านั้น

คณะเศรษฐศาสตร์ และ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุเศรษฐกิจไทยปี2554     จะได้รับแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อสูง อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และค่าเงินบาทแข็งค่า ดัชนี ตลาดหลักทรัพย์มีความผันผวนสูงขึ้น เคลื่อนไหวตามเงินทุนเคลื่อนย้ายระยะสั้น และมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยการเมืองภายในประเทศ

แม้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะพยายาม   โหมโครงการประชาวิวัฒน์ 9 ของขวัญ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงปรากฏว่า      ประชาวิวัฒน์กลายเป็นมุขแป้กเอาดื้อๆ สิ่งที่ตามมาคือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการลอกเลียนแบบไม่ต่างอะไรจาก “ประชานิยม” ยุครัฐบาลทักษิณในอดีต

ขณะที่ในมุมของนักเศรษฐศาสตร์การเมือง   มองว่าเป็นนโยบายที่มาจากการแข่งขันทางการเมือง    หวังผลในเรื่องการเลือกตั้ง     มากกว่าแก้ไขปัญหาในเชิงหลักวิชาการและตามโครงสร้างของสังคม

ที่สำคัญนโยบาย 9 ของขวัญ บางอย่างอาจจะสร้างปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะกลางและระยะยาว โครงการส่วนใหญ่ยังให้น้ำหนักกับคนกรุงเทพฯ หรือคนในเมืองหลวง  ซึ่งเป็นฐานเสียงใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์มากเกินไป เช่น รถจักรยานยนต์รับจ้าง รถแท็กซี่ หาบเร่แผงลอย

นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขอลอยตัว โยนเรื่องเงินเฟ้อให้ธนาคารชาติดูแล โยนเรื่องสินค้าราคาแพงให้กระทรวงพาณิชย์

กรณี 7 คนไทยถูกกัมพูชาจับกุมส่งตัวขึ้นศาลกรุงพนมเปญ ข้อหารุกล้ำเขตแดน       การที่มีคนไทยกลุ่มหนึ่งออกมาเคลื่อนไหว ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลและหลายจุดในกรุงเทพฯ รวมทั้งการขู่เคลื่อนขบวนไปปิดด่านชายแดนค้าขายระหว่าง 2 ประเทศ       ทำให้เรื่องลุกลามบานปลาย ส่งผลให้เกิดความเสียหายทั้งภายในและนอกประเทศ

การที่กัมพูชาไม่ยอมประนีประนอมในเรื่องนี้ หากมองย้อน หลังกลับไปจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ลุ่มๆ ดอนๆ ของทั้ง 2 ประเทศ          มาจากการที่นายกฯอภิสิทธิ์ ดึงเอานายกษิต ภิรมย์ มานั่งเป็นรมว.การต่างประเทศ      ทั้งที่รู้ว่า นายกษิต และกลุ่มพันธมิตรฯ เคยปราศรัย ด่า นายกฯฮุนเซน ไว้อย่างสาดเสียเทเสียในกรณีปราสาทเขาพระวิหารและพื้นที่ทับซ้อนรอบๆ

ความขัดแย้งเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พรรคประชาธิปัตย์ยืนกรานผลักดันสูตรสัดส่วน ส.ส.แบ่งเขตกับปาร์ตี้ลิสต์ แบบ 375+125    เพราะเชื่อว่าสูตรนี้จะทำให้พรรคได้ที่นั่งส.ส.เพิ่มมากขึ้นในการเลือกตั้ง ครั้งหน้า      ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลนำโดยชาติไทยพัฒนาและภูมิใจไทย แท็กทีมผลักดันสูตร 400+100 ที่เป็นประโยชน์กับพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กมากกว่า

คดี 91 ศพเหยื่อปราบปรามเดือนพฤษภา”53 กลับมาร้อนวูบวาบอีกครั้ง ไม่ใช่แค่เรื่องที่พนักงานสอบสวนดีเอสไอเข้าให้ข้อมูลกับกรรมาธิการวุฒิสภา ว่า มี 13 ศพที่เชื่อได้ว่าเป็นฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น                 ยังต้องจับตากรณีกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของประเทศอังกฤษ ออกหนังสือเชิญ นางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของ น้องเกด เหยื่อ 6 ศพวัดปทุมวนาราม ไปให้ข้อมูลเรื่องที่เกิดขึ้นในไทย

ทั้ง 4 เรื่องตีวงกระชับพร้อมกัน คือ 1.เงินเฟ้อ 2.คนไทยถูกจับในกำพูชา 3.รัฐธรรมนูญ และ 4.คดี 91 ศพ        รัฐบาลแทบไม่เหลือทางเลือกอื่นนอกจากยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจว่าประเทศชาติควรเดินต่อไปในทิศทางใด        แต่ทั้งหมดก็ไปขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายคุมอำนาจตัวจริงว่าจะเห็นแก่ประชาชนโดยรวม หรือจะเห็นแก่ตัวเองและพรรคพวก

แต่จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาผู้มีอำนาจตัวจริงมักเห็นแก่ตัวเองมากกว่าประชาชน     ประชาชนจึงหวังผู้มีอำนาจตัวจริงไม่ได้ ต้องช่วยเหลือตัวเอง ด้วยการอย่าอยู่นิ่ง   ต้องช่วยกันทำประเทศให้เป็นประชาธิปไตยแท้จริง

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: