แดงชุมนุมขบวนยาวมโหฬาร


วันนี้ 13 ก.พ.54 เสื้อแดง นัดชุมนุมหน้าศาลอาญารัชดา เพื่อเรียกร้องหาความยุติธรรม ต้านสองมาตรฐาน อ่านจม.ปรับทุกข์ของแกนนำนปช.ในเรือนจำ สรุปความว่า

แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน  ผู้ต้องหาคดีร่วมก่อการร้ายจากการชุมนุมทางการเมืองในช่วงเดือน มีนาคม-พฤษภาคม 2553 ซึ่งถูกควบคุมตัวและจำขังเป็นเวลากว่า 8 เดือนตั้งแต่ยุติการชุมนุม ยังไม่ได้รับสิทธิประกันตัวจนถึงขณะนี้

มีความทุกข์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทั้งยังรู้สึกคับแค้นไร้ที่พึ่งจากกระบวนการยุติธรรม จึงเขียนจดหมายมาปรับทุกข์กับท่านเพื่อให้ความจริงได้ปรากฏ

การตั้งข้อกล่าวหา ก่อการร้ายได้ยอมรับได้ เพราะการชุมนุมของ นปช. เป็นการต่อสู้ทางการเมืองโดยมีอุดมการณ์สูงสุดคือ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง โดยยึดหลักสันติวิธีในการต่อสู้

การสั่งฟ้องคดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ใน ยืนยันตลอดเวลาว่าสั่งฟ้องคดีนี้อย่างแน่นอน ทั้งที่ขณะนั้นขั้นตอนรวบรวมพยานหลักฐานยังไม่แล้วเสร็จ ถือเป็นการปักธงคดีไว้ล่วงหน้า   ทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงว่านายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทำหนังสือราชการถึงสำนักงานอัยการสูงสุดเร่งรัดให้เจ้าพนักงานอัยการพิจารณา สั่งฟ้องให้ทันก่อนครบกำหนดฝากขัง ซึ่งไม่เคยปรากฏเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนในกระบวนการยุติธรรมชั้นอัยการ   

ในการแถลงวันเดียวกัน อธิบดีดีเอสไอกล่าวด้วยว่า “เหตุการณ์เสียชีวิตที่เกิดขึ้นเป็นสถานการณ์ที่เกิดท่ามกลางการจลาจล เป็นเหตุสับสนวุ่นวายอย่างวิกฤต การแสวงหาพยาน หลักฐานเพื่อพิสูจน์ความจริงจึงมีข้อจำกัดเป็นอย่ายิ่ง” (มติชน 21 มกราคม 2554) นับเวลาจากวันที่สั่งฟ้อง 11 สิงหาคม 2553 ถึงวันแถลงข่าว 20 มกราคม 2554 รวมเวลากว่า 5 เดือน ดีเอสไอยังระบุว่าการรวบรวมพยานหลักฐานเป็นไปอย่างยากลำบาก น่าสนใจอย่างยิ่งว่า ณ วันที่ 11 สิงหาคม 2553 พวกกระผมถูกสั่งฟ้องด้วยหลักฐานใด และหลักฐานที่มีอยู่ขณะนั้นเพียงพอต่อการสั่งฟ้องในคดีก่อการร้ายหรือไม่

กระบวนการพิจารณาคดี วันที่ 17 มกราคม 2554 ศาลอนุญาตให้เบิกตัวจำเลยตามคำร้องของทนาย แต่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนไม่อนุญาตให้นำตัวจำเลยมายังหน้าบัลลังก์ศาล จำเลยจึงต้องนั่งรอบริเวณใต้ถุนศาลอาญา รัชดา      ทนายจำเลยร้องขอให้เบิกตัวจำเลยขึ้นมาเพื่อได้มีโอกาสปรึกษาหารือหากมีการ ปรับลดหรือเปลี่ยนแปลงบัญชีพยานหลักฐาน แต่ก็ยังไม่ได้รับอนุญาต ทั้งยังระบุว่าจะดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีโดยไม่ต้องให้จำเลยมาศาล หากจะนำสืบจำเลยคนใดก็ให้เบิกมาเฉพาะบุคคลสนั้น พร้อมทั้งสั่งเจ้าหน้าที่ให้ตรวจบัตรประจำตัวประชาชนผู้เข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดี    และเชิญผู้ไม่เกี่ยวข้องออกนอกห้องพิจารณา มีการจดรายชื่อเอาไว้และบอกว่าคราวต่อไปไม่ให้มาร่วมฟังการพิจารณาอีก  คงเหลือแต่บุตร-ภรรยาจำเลยเท่านั้น   ในที่สุดก็เลื่อนนัดตรวจพยานอีกครั้งเป็นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554

คดีนี้มีอัตราโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และอยู่ในความสนใจของประชาชนทั้งชาวไทยและต่างประเทศ    กระบวนการพิจารณาและผลการตัดสินคดีจะเป็นอย่างไรย่อมถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์     ในขั้นตอนนำสืบพยานโจทก์และจำเลยก็มีแนวโน้มถูกจำกัดสิทธิในการติดตามการพิจารณาคดีเช่นเดียวกัน    หากเป็นเช่นนั้นการตัดสินคดีไปเลยจะรวบรัดกว่าหรือไม่

สิทธิการประกันตัว พวกกระผมเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่โดยทราบชัดเจนว่าถูกออกหมายจับในคดีก่อการร้าย และจากประวัติการต่อสู้ทางการเมืองในสถานการณ์ที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่หลังการ ยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549   จนถึงปัจจุบันก็ไม่เคยปรากฏพฤติการณ์หลบหนีในทุกคดีที่ถูกกล่าวหา    และหากพิจารณาเหตุผลตามข้อกฎหมายว่าด้วยการปล่อยตัวชั่วคราวก็ไม่น่าเป็น อุปสรรคใดๆในการได้รับสิทธิประกันตัว แต่พวกกระผมก็ยังคงถูกจำขังทั้งที่ยื่นขอประกันตัวไปแล้วทั้งศาลชั้นต้นและ อุทธรณ์รวมหลายครั้ง      ในขณะที่นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช. จำเลยที่ 1 ได้รับสิทธิประกันตัวจากการไต่สวนและลงมติของที่ประชุมใหญ่ศาลอุทธรณ์     โดยศาลกำหนดเงื่อนไขการประกันตัวไว้หลายข้อ และนายวีระปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด นายวีระได้รับการประกันตัวด้วยเหตุผลใด และทำไมจำเลยคนอื่นซึ่งมีสถานะรองจากนายวีระในองค์กร นปช. จึงไม่ได้รับโอกาสจากกระบวนการยุติธรรมแบบเดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้นคือกรณีนายสมชาย ไพบูลย์ แกนนำ นปช. อีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีปลุกปั่นยุยงให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี ก็ยื่นประกันตัวไปแล้วหลายครั้งแต่ไม่ได้รับอนุญาตเช่นเดียวกัน พวกกระผมควรทำความเข้าใจกรณีเหล่านี้อย่าไร

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอจากหลายองค์กรทั้งในและต่างประเทศในเรื่องการให้ อนุญาตประกันตัวผู้ต้องหาในคดีนี้      เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการคลี่คลายความขัดแย้งและสร้างความปรองดองในชาติ โดยเฉพาะคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งยืนยันเรื่องนี้มาโดยตลอด เช่นเดียวกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่มีข้อเสนอในเรื่องเดียวกัน แม้กระทั่ง ศอฉ. ก็เคยออกหนังสือลงนามโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธาน ศอฉ. ในขณะนั้น    ระบุว่าไม่ขัดข้องหากศาลอนุญาตให้ประกันตัว รัฐบาลเองก็มีความมั่นใจในสถานการณ์โดยการประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ทุกครั้งที่ผ่านมาก็อยู่ในความสงบเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ จากทั้งหมดที่กล่าวมาจึงสรุปเป็นคำถามได้ว่าแล้วพวกกระผมต้องทำอย่างไรจึงจะ ได้รับสิทธิประกันตัว

สองมาตรฐาน ตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการยุติธรรมมากขึ้นเป็นลำดับ จนวาทกรรม “2 มาตรฐาน” กลายเป็นสาระหลักอย่างหนึ่งเมื่อพูดถึงสาเหตุของความขัดแย้งที่ยังไม่เห็น ช่องทางยุติในสังคมไทย รูปธรรมของ 2 มาตรฐานมีหลากหลายตามความสนใจและความเข้าใจของผู้ที่จะหยิบยกมาอธิบาย ในที่นี้จะขอเปรียบเทียบแนวปฏิบัติของกระบวนการยุติธรรมต่อกลุ่ม นปช. และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยพอให้เกิดความเข้าใจ ดังนี้

นปช.  ขังทันที พันธมิตร ทุกคนได้ประกันตัวและสามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองชุมนุมขับไล่รัฐบาลได้โดยสะดวก

ผู้ชุมนุมพันธมิตรขับรถทับเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ศาลพิพากษาจำคุกแต่ให้รอลงอาญา การ์ดพันธมิตรหลายสิบคนบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT ศาลพิพากษาจำคุกแต่อนุญาตให้ประกันตัวครบทุกคน ผู้ชุมนุม นปช. โดนข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปิดเส้นทางจราจรก่อความวุ่นวาย ศาลตัดสินจำคุก 6 เดือน 1 ปี หรือ 1 ปี 6 เดือน ไม่ได้รับการประกันตัว ขณะนี้อยู่ในเรือนจำหลายจังหวัด

ถ้าไม่มีความยุติธรรมเป็นพื้นฐานสันติภาพนั้นจะเกิดได้อย่างไร               การเอาตัวอาชญากรมาจำขังไว้ย่อมได้ผลในการลดอาชญากรรม       แต่การเอาตัวผู้ต้องหาทางการเมืองมาจำขังจะได้ผลตรงกันข้าม นั่นคือเป็นการเพิ่มความขัดแย้งให้ขยายตัวมากขึ้น สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้มิได้ส่งผลให้ประชาชนหมดทางสู้ หากแต่จะทำให้ประชาชนไม่มีทางเลือก

ด้วยความเคารพ แกนนำ นปช.

ลงชื่อนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายเหวง โตจิราการ, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายนิสิต สินธุไพร, นายขวัญชัย สาระคำ, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย, นายยศวริศ ชูกล่อม รวมทั้งนายสมชาย ไพบูลย์ และผู้ต้องหา นปช. คดีอื่นๆที่ยังไม่ได้รับการประกันตัว

จากนั้นได้เคลื่อนขบวนอันยาวไกลประมาณ 10 กม.ไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย    เมื่อ  ประมาณเวลา 15.00 น.บริเวณสะพานผ่านฟ้าจนถึงสี่แยกคอกวัวก็เนืองแน่นไปด้วยพี่น้องเสื้อแดงเต็มพื้นที่

ณ เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย    ได้เพิ่มเติมข้อมูลความรู้สลับความบันเทิง   พอถึงเวลาประมาณ 19.19 น.ก็มี Video Link จากทนาย Amsterdam        และเวลาประมาณ 20.39 อดีตนายกทักษิณก็ Phone in เข้ามา   เพิ่มให้การชุมนุมได้รสชาติที่สมบูรณ์ขึ้น

การกระชับพื้นที่ราชประสงค์   ได้เพิ่มประสบการณ์ให้แก่คนเสื้อแดง     และได้ข้อสรุปจนเกิดคำว่า “ตาสว่างทั้งแผ่นดิน”      คนเสื้อแดงปัจจุบันรู้ลึกว่าใครสั่งฆ่าประชาชน   รู้ว่าใครเผาตึก

อนาคตหากมีการกระชับพื้นที่อีก     เราคงจะได้เห็นแดงโมเดลผสมผสานกับอียิปโมเดล     คงไม่หมูอีกแล้วสำหรับฆาตกร      สุดท้ายกรรมจะส่งผลถึงคนสั่งฆ่าและสมุนรับใช้

นัดชุมนุมครั้งหน้าให้ใหญ่กว่าตรั้งนี้หนึ่งเท่าตัว   วันเสาร์ที่ 9 ก.พ.54 เวลา 13.00น.ที่ศาลฎีกา สนามหลวง     จากนั้นจะเคลื่อนขบวนไปราชประสงค์

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: