ปฏิญญา 10 เมษาฯ 8 ข้อ


เวลา 10.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ได้ทยอยกันมาปักหลักชุมนุมรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อรำลึกเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2552 ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด โดยบางส่วนได้ปูพลาสติกนั่งทางเลี้ยววงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยบนถนนราชดำเนิน ระหว่างร้านหนังสือริมขอบฟ้า และศึกษาภัณฑ์ ส่งผลให้รถเลี้ยวใช้การได้เพียง 2 เลนเท่านั้น

ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าเสื้อแดงต่างทยอยตั้งแผงสำหรับขายสินค้าที่ระลึกเกี่ยวกับการครบรอบ 1 ปี 10เมษายน กันอย่างคึกคัก บางส่วนก็ตั้งร้านอาหารแผงลอยไว้บริการลูกค้าด้วย

จากนั้น ในเวลา 13.45 น. นาย วรพล พรหมิกบุตร อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมผู้ชุมนุมแนวร่วมนปช.บางส่วนได้ร่วมกันวางดอกกุหลาบแดงไว้ที่ต้นไม้ หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา เพื่อรำลึกการจากไปของนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพของสำนักข่าวรอยเตอร์ พร้อมกล่าวสดุดี และทวงถามความคืบหน้าของคดี หลังจากนั้น ทุกคนได้เขย่าตีนตบพร้อมตะโกนว่า “ที่นี่มีคนตาย”

จากนั้น ในเวลา 15.00 น. แกนนำนปช. นำโดยนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธานนปช. แดงทั้งแผ่นดิน นพ.เหวง โตจิราการ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย และนายก่อแก้ว พิกุลทอง พร้อมครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม ได้ร่วมกันทำพิธีทางสงฆ์ ถวายสังฆทาน เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิต

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 10 เมษายน ที่เวทีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. ได้นำนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ มาเปิดตัว พร้อมให้ปราศรัยต่อหน้าผู้ชุมนุมเสื้อแดงเป็นเวลาประมาณ 20 นาที

นายพสิษฐ์กล่าวปราศรัยโดยเล่านิทานเปรียบเทียบเกี่ยวกับการแข่งขัน ฟุตบอลให้คนเสื้อแดงฟัง 1 เรื่อง โดยตั้งคำถามว่าใครชอบดูการแข่งขันฟุตบอลบ้าง? อยากให้การแข่งขันมีความบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่? ถ้ามีการล็อกผลการแข่งขันหรือทีมชนะไว้ล่วงหน้าแล้วยังอยากจะดูฟุตบอลคู่ นั้นอยู่ไหม? และเมื่อมีทีมแข่งขัน 2 ทีม ทีมหนึ่งถูกกลั่นแกล้งโดยตลอด แต่อีกทีมกลับถูกช่วยเหลือโดยตลอด แล้วกรรมการก็เข้าข้างฝ่ายหนึ่ง อยากถามว่าในสนามแข่งขันจะเหลืออะไรไหม?

นายพสิษฐ์กล่าวเปรียบเทียบต่อว่า ในการแข่งขันฟุตบอลดังกล่าว นอกจากทีมฟุตบอล 2 ทีมแล้ว ยังมีคณะกรรมการ ประกอบ “หัวหน้ากรรมการ” และ “ไลน์แมน” นอกจากนี้ “หัวหน้ากรรมการ” ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับ “ผู้จัดการสนาม” ซึ่งจริงๆ แล้วไม่มีหน้าที่เข้ามายุ่งกับเกมการแข่งขัน แต่ “ผู้จัดการสนาม” ก็ยังพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้คณะกรรมการตัดสินช่วยเหลือให้ทีมที่ตนเอง ชอบได้ถ้วยรางวัลไปครอบครอง

โดย “ผู้จัดการสนาม” สามารถเข้ามากำหนดการทำงานของคณะกรรมการได้ ก็เพราะ “ผู้จัดการสนาม” เคยมีบุญคุณต่อเนื่องกับ “หัวหน้ากรรมการตัดสิน” มาก่อน นอกจากนี้ ตัว “หัวหน้ากรรมการ” เอง ก็ยังอยากเลื่อนวิทยฐานะตนเองให้กลายเป็นเป็นบอร์ดบริหารของกรรมการสนามอีก ด้วย

นายพสิษฐ์เล่านิทานเปรียบเทียบต่อว่า “ผู้จัดการสนาม” ได้พยายามทำทุกวิถีทาง โดยใช้ “มือวิเศษ” ช่วยเหลือทีมฟุตบอลที่ตนเองต้องการช่วย และใช้ “เท้าวิเศษ” กระทืบทีมฟุตบอลที่ตนเองไม่ชอบ ขณะที่ทีมอื่นๆ ที่เคยทำงานเชื่อมกับทีมฟุตบอลที่ “ผู้จัดการสนาม” ไม่ชอบ ก็จะถูกจัดการให้เข็ดหลาบไปด้วย จนต้องหันกลับไปทำงานเชื่อมกับทีมฟุตบอลที่ “ผู้จัดการสนาม” ชอบในท้ายที่สุด

อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญกล่าวต่อว่า ไม่ใช่เพียง “หัวหน้ากรรมการตัดสิน” เท่านั้น แต่ยังมี “ไลน์แมน” คนหนึ่ง ที่พูดจามีหลักเกณฑ์ และอยากเป็นใหญ่ พยายามประจบคณะกรรมการด้วยกัน รวมทั้ง “ผู้จัดการสนาม”

ดังนั้น “ผู้จัดการสนาม” จึงมีคนวิ่งทำงานให้ถึง 2 คนในสนามฟุตบอล นั่นคือ “หัวหน้ากรรมการ” และ “ไลน์แมน”
แต่ปัญหาในคณะกรรมการก็ เกิดขึ้น เพราะ “หัวหน้ากรรมการตัดสิน” อยากเด่นคนเดียว “คณะกรรมการ” หรือ “ไลน์แมน” คนอื่น จึงต้องใช้ให้คนใกล้ชิด “หัวหน้ากรรมการ” ทำหน้าที่เป็นกาวใจหลายครั้ง กระทั่งเหตุการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้นในหมู่คณะกรรมการเอง คนใกล้ชิด “หัวหน้ากรรมการ” ผู้นั้น ก็ยังถูก “คณะกรรมการ” อื่นๆ ร้องขอให้รับ “บทร้าย” เพื่อ “คณะกรรมการ” จะได้รับบทเป็นพระเอกเสียเอง

สำหรับการทำหน้าที่ของคณะกรรมการนั้น นายพสิษฐ์ระบุว่า “ผู้จัดการสนาม” ได้สั่งให้คณะกรรมการผู้ตัดสินปลดกัปตันทีมคนแรกของทีมที่ถูกกลั่นแกล้งอยู่ ตลอดเวลาออกจากตำแหน่ง ด้วยการไปหาความหมายของคำตามความต้องการของกรรมการเอง เมื่อกัปตันทีมคนแรกกระเด็นไป “ผู้จัดการสนาม” ก็วางแผนให้กัปตันทีมคนที่ 2 พ้นทาง รวมทั้งจัดการผู้เล่นทั้งหมดของทีมดังกล่าวด้วย จนต้องไปตั้งสโมสรกันใหม่

นอกจากนี้  “หัวหน้าคณะกรรมการ” และ “คนใกล้ชิด” ยังได้ไปนั่งคุยกับ “นักฟุตบอลอาวุโส” ให้มาช่วยเหลือทีมที่ “ผู้จัดการสนาม” ต้องการจะช่วยเหลือ จากนั้น “หัวหน้าคณะกรรมการ” จึงส่ง “คนใกล้ชิด” ไปพบกับกัปตันทีมของทีมที่ถูกช่วยเหลือ

นายพสิษฐ์กล่าวต่อว่า เมื่อทีมฟุตบอลที่ถูก ช่วยได้ถ้วยไปครอบครองแล้ว ทีมฟุตบอลทีมนี้จะเล่นผิดกติกาอย่างไรก็ได้ มิหนำซ้ำ “หัวหน้ากรรมการ” ยังคอยหาจังหวะช่วยเหลือทีมฟุตบอลดังกล่าวอีก
“ในอนาคต ถ้าเล่นกันอย่างนี้จะเกิดอะไรขึ้น ทีมที่ถูกแกล้งก็ต้องถูกกลั่นแกล้งตลอดไปชั่วกัปชั่วกัลป์หรือ? ทีมที่ได้รับการสนับสนุนก็จะถูกช่วยเหลือไปชั่วกัปชั่วกัลป์หรือ? ถ้าเป็นอย่างนั้น สนามกีฬาแห่งนี้จะพังแน่” อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญกล่าว

ในตอนท้ายของการปราศรัย นายพสิษฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ คือ กรรมการอยากช่วยใครก็ช่วย ตามคำสั่งของ “ผู้จัดการสนาม” จึงอยากถามว่าเมื่อไหร่ “ผู้จัดการสนาม” จะหยุด และตอนนี้บ้านพักของกรรมการก็ไม่มีขื่อมีแปกันแล้ว เหลือเพียงแต่เสาค้ำ 4-5 ต้น
“วันนี้หูตาสว่างกันได้แล้ว ผมไม่กลัวตาย เขายิ่งไม่ให้มา ผมก็ยิ่งจะมา” นายพสิษฐ์กล่าวก่อนจะร้องเพลง “จงรัก” ปิดท้ายการปราศรัย

ปฏิญญา 10 เมษาฯ  เป็นปฏิญญา 8 ข้อของ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน ประกอบด้วย

1.เคลื่อนไหวทำกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือคนเสื้อแดงให้ได้รับอิสรภาพ และเยียวยาครอบครัวคนตายและบาดเจ็บ

2.ดำเนินการนำตัวผู้กระทำความผิดในการสั่งฆ่าประชาชน มารับโทษตามกฎหมาย

3.เรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค

4.รณรงค์สนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยที่ต่อต้านระบอบอำมาตย์และ เคลื่อนไหวตรวจสอบการเลือกตั้ง ให้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม

5.สนับสนุนพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนอันดับ1 อย่างถูกต้อง ให้จัดตั้งรัฐบาลและต่อต้านอำนาจนอกระบบ ที่แทรกแซงผลการเลือกตั้งทุกกรณี

6.สู้ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชนที่เป็นประชาธิปไตย

7.ต่อต้านรัฐประหารและเผด็จการทุกรูปแบบ และ

8.ขยายมวลชนคนเสื้อแดง และแนวร่วมทั้งปริมาณและคุณภาพ

การรวมตัวกันของกลุ่มคนเสื้อแดงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นับจากวันที่ถูกเจ้าหน้าที่้ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ในวันที่ 10 เมษายน 25533 หลังจากที่พวกเขามาปักหลักชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาและทวงความยุติธรรม ยุติสองมาตรฐาน ตามสิทธิและเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย โดยไม่กลับไม่ถอยไม่หนี ช่วยกันปกป้องอาณาเขตพื้นที่ชุมนุม เพื่อแสดงให้ผู้ปกครองเห็นว่า พวกเขาจะไม่ไปไหนจนกว่าข้อเรียกร้องจะถูกนำไปพิจารณาเพื่อให้เกิดความยุติธรรมในสังคม มีพื้นที่แสดงความคิดความเห็นแสดงออกได้อย่างเสรี

ไม่ใช่ความยุติธรรมที่ต้องอยู่อย่าง ตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ และง่อยเปลี้ยเสียขา

แต่การทวงความยุติธรรมผ่าน “ลิ้น” ไม่อาจสู้กับอิทธิพลดินปืนได้

ไม่มีใครคาดคิดว่าการเรียกร้องตามเสรีภาพอันพึงมีต้องกลายเป็น “ผี” เฝ้าถนน

เมื่อกองทัพนำกำลังทหารพร้อมอาวุธ โล่กระบองไว้ทุบตี ปืนลูกซองบรรจุกระสุนกระยางไว้ยิง ปืนเอ็ม 16 ไว้ป้องกันตัว และมีรถสายพานลำเลียงเป็นเกราะป้องกันอีกชั้นหนึ่ง และมีเฮลิคอปเตอร์ไว้หย่อนแก๊สน้ำตา  เจ้าหน้าที่ตั้งแถวเข้าโอบล้อมพื้นที่ชุมนุม เกือบทุกด้าน ยืนประชันหน้ากับคนเสื้อแดงที่ไม่ยอมถอยหนี

เสียงกระสุนนัดแรกดังขึ้นตามด้วยเสียงรัวที่ถี่ยิบเสียงโห่ร้อง ครวญคราง โอยโอย ความเจ็บปวดทั้งกายทั้งใจ ดังขึ้นหลังจากเสียงกระสุน ระเบิด ควันจากแก๊สน้ำตา สงบลง

ตัวเลขพลเรือนที่เสียชีวิตและบาดเจ็บขยับขึ้นเรื่อยๆตามเสียงกระสุนปืนรัวดังอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เวลาบ่ายถึงดึก จากนั้นตัวเลขทหารขยับตามมาในช่วงหัวค่ำ เมื่อมีระเบิดไม่ทราบทิศทางตกลงกลางวงทหารที่พยายามเข้าสลายการชุมนุม แม้พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าไปนานแล้ว

สามารถนับยอดผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์วันนั้นได้จำนวน 25 คน เป็นพลเรือน 21 ราย ทหาร 4 ราย บาดเจ็บกว่า 800 คน และมีพลเรือนที่ตายเพิ่มอีกอย่างน้อย 2 คน ในจำนวนผู้บาดเจ็บยังมีผู้พิการอีกจำนวนไม่น้อยที่ ตาบอด เป็นอัมพาต ฯลฯ

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: