ตรึงราคาดีเซลเพื่อใคร?


ไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ 27 เมษายน 2554 ที่มีนัดประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ว่าจะเอาอย่างไรต่อไป กับนโยบายตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล   นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน   กลับรีบรวบรัดตัดความประชุมกลุ่มย่อยกันที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมาแล้วรีบแถลงข่าวทันควันว่า  ยังจะตรึงราคาดีเซลไว้ต่อไปอีกไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท  แต่จะเปลี่ยนวิธีจากเอาเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาจ่ายชดเชย  เป็นการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล จากที่เคยเก็บลิตรละ 5.31 บาท  ลงเหลือลิตรละ 0.005 บาท  ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กันยายน 2554
เหตุที่รอไม่ได้เพราะก่อนสงกรานต์วันเดียว(12 เมษายน 2554)  คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ได้ประกาศจ่ายชดเชยราคาดีเซลให้ผู้ค้าน้ำมันอีกลิตรละ 50 สตางค์เพื่อตรึงราคาขายปลีกไว้ไม่ให้เกิน 30 บาท  เท่ากับกองทุนน้ำมันฯต้องจ่ายชดเชยดีเซลสูงถึงลิตรละ 6.40 บาท
+แทรกแซงราคาน้ำมัน
แนวคิดการตรึงราคาน้ำมันดีเซลนั้นเริ่มเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2553  ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดล่วงหน้าอยู่ในภาวะทรงตัวและมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย   วันนั้นนายกฯอภิสิทธิ์ที่เคยวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ว่าผลาญเงินแสนล้านบาทแทรกแซงราคาน้ำมัน บิดเบือนกลไกการตลาด ในช่วงปี 2546 และ ปี 2547-2548 ตรึงราคาเบนซินและดีเซล ยาวนานเป็นปี  ได้ให้เหตุผลในการตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาทว่า “เพราะถ้าเราปล่อยให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นจะพันเป็นลูกโซ่ เช่น การเพิ่มขึ้นของค่าขนส่ง ค่าเดินทาง แล้วย้อนกลับมาที่ราคาสินค้าซึ่งจะมีความเสียหายมากกว่า”
แล้วมาตรการตรึงราคาดีเซลก็เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่  16 ธันวาคม 2553  ด้วยวิธีให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาแบกรับภาระ  ซึ่งนับถึงปัจจุบันใช้เงินกองทุนไปแล้วกว่า 20,667  ล้านบาท  จนเกิดอาการ “ถังแตก” แม้จะปากแข็งว่ายังมีเงินสดในมือเหลือกว่า 7 พันล้านบาท  แต่หากหักภาระหนี้สินทางบัญชีที่มีอยู่ก็ถือว่ากองทุนน้ำมันฯกระเป๋าฉีกไป แล้ว  อีกทั้งหากยังฝืนให้กองทุนน้ำมันฯแบกรับภาระต่อไปวันละกว่า 400 ล้านบาท  หรือเดือนละ 1.2 หมื่นล้านบาท  ก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องไปกู้เงินจากไหนและมากเท่าไหร่ให้เพียงพอต่อมาตรการ อุ้มอย่างไม่มีกำหนด
+บิดเบือนกลไกตลาด
                 ตลอดช่วง 4 เดือนของการอุ้มดีเซลควบคู่กับการคุมราคาสินค้า  แม้จะได้เสียงจากคนกลุ่มที่ได้ประโยชน์  แต่รัฐบาลก็ได้รับคำตำหนิด้วยเช่นกันว่าเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด     โดยเฉพาะคำวิจารณ์จากนักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลก ประจำประเทศไทย ที่ว่า  ประเทศไทยยังได้รับผลกระทบจากปัญหาราคาน้ำมันและภาวะเงินเฟ้อไม่มากเท่ากับ อีกหลายๆประเทศทั่วโลกก็เพราะรัฐบาลไทยใช้นโยบายตรึงราคาน้ำมันดีเซล และควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคไว้    แต่มาตรการของรัฐบาลเป็นเรื่องชั่วคราวที่ไม่สามารถทำได้ตลอดไป  หากเลิกอุดหนุนราคาน้ำมันและเลิกตรึงราคาสินค้า  ปัญหาเงินเฟ้อจะตามมาอย่างรวดเร็ว  กลุ่มคนจนในเมืองและเกษตรกรในชนบทจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆดังกล่าวใช่ว่ารัฐบาลจะไม่ฟัง  เพราะสมัยเป็นฝ่ายค้านก็เคยวิจารณ์รัฐบาลไว้เช่นนี้  ดังนั้น  1 ใน 9 มาตรการโครงการประชาวิวัฒน์  ที่ใช้หาเสียงจึงประกาศว่าจะ ลดภาระกองทุนน้ำมันฯ แก้ปัญหาค่าครองชีพ  โดยประกาศจะยกเลิกการตรึงราคาก๊าซ LPG ภาคอุตสาหกรรมช่วงกลางปี 2554  แต่ยังตรึงราคาในภาคครัวเรือนและขนส่งต่อไป
alt              ขณะเดียวกันผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ก็กล่าวในเชิงแบ่งรับแบ่งสู้ว่าจะต้องหา ทางออก  อาทิ  นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพิ่งจะพูดไม่กี่วันว่า  สุดท้ายหากรัฐบาลไม่สามารถตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ลิตรละ 30 บาทได้ ก็อาจจำเป็นต้องปล่อยราคาลอยตัวโดยทยอยดำเนินการเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผล กระทบ  ส่วนแนวทางลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลต้องพิจารณาอย่างละเอียดเพราะการลด ภาษีตัวนี้มีทั้งผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์  ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อรายได้ของรัฐบาลทั้งระยะสั้นและระยะยาว  เพราะสัดส่วนรายได้ดังกล่าวมีความสำคัญต่อรายได้ของรัฐบาลค่อนข้างมาก   รายได้ที่เสียไปจะมีผลอย่างไรในการดูแลประชาชนด้านอื่น
+สูญรายได้4.2หมื่นล้าน
เรื่องรายได้ของรัฐจากภาษีสรรพสามิตน้ำมันนี้ นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวไว้เช่นเดียวกันว่า  การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันจะกระทบรายได้และฐานะการคลัง  โดยหากลดภาษีสรรพสามิตดีเซลลงทุก 1 บาท จะทำให้รายได้ของรัฐบาลหายไป 1 % ของวงเงินงบประมาณ 2 ล้านล้านบาท หรือเท่ากับ 2 หมื่นล้านบาท  ซึ่งหากคณะรัฐมนตรีมีมติให้ลดภาษีน้ำมันดีเซลเหลือลิตรละ 0.005 บาท  ถ้าประเมินจากปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลเดือนละ 1,600 ล้านลิตร  จะทำให้กรมสรรพสามิตรายได้ขาดหายไปเดือนละ 8,496 ล้านบาท  ช่วง 5 เดือนทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้รวม 42,480 ล้านบาท
รายได้ภาษีที่กรมสรรพสามิตจัดเก็บได้สูงสุดคือ ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันเดือนละกว่า 1 หมื่นล้านบาท  รองลงมาคือภาษีรถยนต์  ภาษีเบียร์   ภาษียาสูบ และภาษีสุรา
ความน่าเป็นห่วงนี้ถูกกลบโดยคำกล่าวอ้างของรัฐมนตรีคลังที่ว่าจะไม่กระทบต่อ งบประมาณปี 2554  เพราะที่ผ่านมารัฐบาลจัดเก็บภาษีได้เกินเป้าหมายที่วางไว้  ประกอบกับงบประมาณปี 2554 ก็ตั้งเอาไว้แต่แรกแล้วว่าเป็นงบ+ขาดดุล 4.2 แสนล้านบาท
ตามข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) ช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2554 รัฐบาลจัดเก็บรายได้ 793,410 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 104,860 ล้านบาท หรือ 15.2 % ภาษีที่จัดเก็บได้ทะลุเป้านี้น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญให้รัฐมนตรีคลังกล้า รับประกันกับนายกฯอภิสิทธิ์ให้เลือกตัดสินใจลดภาษีน้ำมันดีเซล  มากกว่าการปล่อยให้ขยับราคาหรือกู้เงินมาโปะกองทุนน้ำมัน
+มุมมองเรื่องเงินเฟ้อ
แต่ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานอย่างนายมนูญ ศิริวรรณ  กลับไม่เห็นด้วยกับวิธีการแก้ปัญหาของรัฐบาล   โดยนายมนูญกล่าวว่ายังมีช่องทางอื่นที่จะเข้าไปดูแล อาทิ  ใช้วิธีการผสมผสานกันหลายแนวทาง เช่น  ปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลทะลุ 30 บาท/ลิตร โดยค่อยๆขยับขึ้น 1-2 บาท/ลิตร  รวมถึง การลดภาษีสรรพสามิตลงอีก 1-2 บาท/ลิตร จากปัจจุบันมีภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 5.30 บาท/ลิตร และมีภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ 40 สตางค์/ลิตร รวมเป็น 5.70 บาท/ลิตร   รวมถึงแนวทางอื่นๆ โดยทำคละๆกันไป
“รัฐบาลเป็นห่วงเรื่องเงินเฟ้อนั้นถูกต้องแล้วเพราะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ทั้งประเทศ  แต่ไม่จำเป็นจะต้องลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลครั้งเดียว 5 บาท เพราะการปล่อยให้น้ำมันขยับราคาขึ้น 1 บาท ไม่ได้ส่งผลกระทบเงินเฟ้อมากถึงครึ่งเปอร์เซ็นต์ หรือ 1 %  และการให้ผู้บริโภคร่วมรับผิดชอบราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะช่วยให้เกิดการ ประหยัดน้ำมันด้วย”นายมนูญกล่าว
หากมองภาพในมุมบวกเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่รัฐบาล  นายบุญชัย  จรัสแสงสมบูรณ์  ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหาภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า การปรับลดภาษีสรรพสามิตในครั้งนี้ถือเป็นการช่วยไม่ให้ปัญหาเงินเฟ้อร้อนแรง มากขึ้น  โดยในปีนี้ สศค. วางกรอบไว้ที่ระดับ 3.6% ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศ  ซึ่งหากรัฐบาลปล่อยให้ราคาดีเซลเป็นไปตามกลไกตลาด มั่นใจว่าจะยิ่งซ้ำเติมให้เงินเฟ้อสูงขึ้นอย่างแน่นอน
+บทสรุป
                   นักวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทยท่านหนึ่งเคยแสดงความเห็นไว้อย่างเป็นกลางและ น่าฟังว่า  ถ้าราคาน้ำมันตลาดโลกปรับเพิ่มเพียงช่วงสั้นการตรึงราคาน้ำมันไว้ที่ระดับ หนึ่งย่อมทำได้และถือเป็นเรื่องดีที่หลายประเทศนิยมทำกัน  แต่หากราคาน้ำมันตลาดโลกเปลี่ยนทิศทางโดยมีแนวโน้มว่าสูงขึ้นและทรงตัวระยะ ยาว  ก็ควรเลิกตรึงราคาน้ำมันเพราะไม่เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม  การอุดหนุนเป็นทั้งภาระและทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในระบบ  ทำให้ตลาดไม่ปรับตัว  ไม่ลดการใช้พลังงานทางเลือกอื่น  ภาคการผลิตไม่เปลี่ยนเครื่องจักรที่ให้ประสิทธิภาพมากขึ้น  ไม่สร้างกลไกในการปรับตัวเพื่อทำให้เศรษฐกิจมีประสิทธิภาพ
ในจุดที่กองทุนน้ำมันฯแบกรับภาระต่อไปไม่ไหว  น่าจะเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดที่รัฐบาลจะค่อยๆปล่อยราคาดีเซลให้ขยับขึ้น ตามความเป็นจริง  แต่เพราะหวังผลทางการเมืองช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเลือกตั้งในเดือน มิถุนายนหรือต้นกรกฎาคม  รัฐบาลกลับเลือกที่จะสูญเสียรายได้กว่า 4 หมื่นล้านในช่วง 5 เดือนข้างหน้าเพื่อตรึงราคาดีเซลต่อไป  ทั้งๆที่ราคาสินค้าหลายอย่างได้ปรับสูงขึ้นโดยไม่สนใจว่าราคาดีเซลจะถูกแค่ ลิตรละ 30 บาท  และกลไกของรัฐบาลก็ไม่แสดงศักยภาพว่าจะคุมราคาและการผลิตของภาคเอกชนได้  ดังนั้นมาตรการลดภาษีดีเซลครั้งนี้มีคำตอบเดียวว่า  “เฉือนเนื้อเพื่อหาเสียงทางการเมือง”

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,628  21-23 เมษายน พ.ศ. 2554

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: