แป๊ะเจี๊ยะโรงเรียน


ตามความเป็นจริงแล้ว ระบบเงินแป๊ะเจี๊ยะ  หรือเงินบริจาคเพื่อการศึกษานั้น อยู่คู่กับระบบการศึกษาของประเทศไทยมานานแล้ว จนทำให้ระบบการศึกษาของประเทศไทยกลายเป็นระบบธุรกิจการศึกษาไปแล้ว ทำให้บางคนเรียกเงินเหล่านี้ว่า “เงินเก้าเจี๊ยะ” ซึ่งคำว่า เก้า มีความหมายคือ สุนัข ส่วนคำว่าเจี๊ยะคือ กิน

ระบบการศึกษาของไทย โดยเฉพาะสถาบันทางการศึกษาต้องมีนโยบายในการจัดการศึกษา หรือการจัดรับนักเรียนให้โปร่งใส เพื่อป้องกันข้อครหาในเรื่องเงินแป๊ะเจี๊ยะ อันที่จริงเงินแป๊ะเจี๊ยะ หรือเงินบริจาคเพื่อการศึกษา นั้น หากการบริจาคเกิดขึ้นหลังจากที่นักเรียนได้เข้าเรียนในสถานศึกษาแล้ว หรือการที่ผู้ปกครองบริจาคเงินโดยไม่หวังผลว่าบุตรหลานจะได้เข้าเล่าเรียนในสถานศึกษานั้นหรือไม่ ก็จะถือว่าเป็นเงินบริจาคที่แท้จริง

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 7 มิถุนายน ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)    ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นของชาติ      นำโดย นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการภาคีเครือข่ายฯ พร้อมด้วยนักเรียนและผู้ปกครอง รร.เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า รวมประมาณ 10 คน   เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. เรื่องการเรียกรับแป๊ะเจี๊ยะของ รร.อัตราการแข่งขันสูง และเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของโรงเรียนรัฐบาลที่ผิดปกติ

นายมงคลกิตติ์กล่าวว่า ทางภาคีเครือข่ายฯ ยังมีข้อมูลว่า รร.อัตราการแข่งขันสูงทั้ง 366 แห่ง ได้ปฏิบัติตามนโยบายไม่เรียกรับแป๊ะเจี๊ยะของ ศธ.แค่ 40% เท่านั้น แต่โรงเรียนอีก 60% ยังพยายามเรียกแป๊ะเจี๊ยะอยู่ ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าเดิม 2 เท่าตัวด้วย โดยมีรูปแบบการเรียกรับแป๊ะเจี๊ยะเป็นการภายในผ่านระบบตัวสำรอง เบื้องต้นพบว่าวิธีการเรียกรับแป๊ะเจี๊ยะมีอยู่ 3 วิธี ดังนี้ 1.การจ่ายเงินสด 2.จ่ายผ่านระบบบริจาคหลังรับนักเรียนเข้ามาแล้ว อาทิ ผ่านกิจกรรมทอดผ้าป่า บริจาคในนามตนเอง และ 3.กรณีให้ผู้ใหญ่ฝากมา โดยจะมีการเอื้อประโยชน์ทางงบประมาณกันภายหลัง

รัฐบาลอภิสิทธิ์ประกาศนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ในอีกมุมของรั้วโรงเรียน ผู้ปกครองกลับต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินค่าแป๊ะเจี๊ยะ หลักแสน ถึงหลักล้าน

เพื่อให้ลูกหลานได้เรียนในโรงเรียนดีๆ วัฒนธรรมการจ่ายเงินค่าแป๊ะเจี๊ยะหรือ เงินกินเปล่าในสังคมการศึกษาไทยเป็นเรื่อง “ธรรมดา” ที่ครู-ผู้ปกครองร่วมกันยอมรับว่า หากใครต้องการให้ลูกหลานได้เรียนโรงเรียนดังๆ แลกกับคุณภาพการสอนของโรงเรียนที่เชื่อว่าดีกว่า ก็ต้องยอมจ่ายเงินกินเปล่าก้อนนี้

ช่วงเดือนเมษายนของทุกปี เหล่าผู้ปกครองจึงต้อง “วิ่งเต้น” หาเส้นสาย เพื่อให้ลูกหลานมีที่เรียน “ได้ดั่งใจ” โดยยอมแลกกับเม็ดเงินมากมาย ซึ่งมีทั้งการจ่ายบนโต๊ะ มีใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานชัดเจน และใต้โต๊ะ ไร้ใบเสร็จ

จากการสอบถามจากบรรดาเครือข่ายผู้ปกครองที่ต้องอาศัยการวิ่งเต้น ทำให้ได้ตัวเลขเงิน “บริจาค” ของโรงเรียนยอดนิยมแต่ละแห่ง ซึ่งมีตั้งแต่หลักแสนจนถึงหลักล้านบาททีเดียว โดยโรงเรียนในสังกัดมหาวิทยาลัย ถูกระบุว่า ต้องใช้ค่าวิ่งเต้นสูงสุดถึง “หลักล้านบาท”

หนึ่งในโรงเรียนสาธิตที่ว่ากันว่าสูงสุด คือ โรงเรียนในสังกัดมหาวิทยาลัยย่านสามย่าน ซึ่งปีนี้ มีการขยับเม็ดเงินเพิ่มขึ้นจาก 6 หลัก มาเป็น 1-3 ล้านบาท สำหรับชั้น ป.1 ขึ้นกับระดับคะแนนสอบที่ทำได้ ถ้าได้คะแนนน้อย ก็ต้องจ่ายหนักหน่อย รวมไปถึงระดับ “เส้นสาย” ว่าใหญ่แค่ไหน

โรงเรียนในเครือมหาวิทยาลัยย่านปทุมวัน เป็นอีกหนึ่งโรงเรียนที่ต้องจ่ายค่าแป๊ะเจี๊ยะในหลักล้าน พ่อแม่ที่เลือกที่โรงเรียนแห่งนี้ แม้จะมีค่าใช้จ่ายที่ไม่ต่างกับสาธิตจุฬาฯ แต่อาจจะมีการวางแผนล่วงหน้า เพราะระบบแป๊ะเจี๊ยะของที่นี่ใช้วิธีสร้างพอร์ตการบริจาค หรือจะเรียกว่าระบบ “สะสมแต้ม” ก็ไม่ผิดนัก

หากมีเป้าหมายแน่นอนว่า จะให้ลูกเรียนที่นี่ก็ต้องเริ่มสร้างพอร์ตในนามของผู้อุปถัมภ์กันแต่เนิ่นๆ โดยต้องมียอดไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท เพื่อการันตีที่นั่งว่ามีแน่ๆ ซึ่งเป็นโควตาพิเศษสำหรับผู้มีอุปการคุณ

คุณแม่น้องจ๋อมแจ๋มเล่าให้ฟังว่า เงินบริจาคจะมีผลตอนพิจารณาคะแนนสอบ ซึ่งโรงเรียนสาธิตแห่งนี้ จะประกาศผลสอบแบ่งเป็น 4 บัญชี หรือ 4 บอร์ด แต่จะไม่ปรากฏคะแนนสอบ

บัญชีชุดแรก เป็นเด็กที่สอบได้ด้วยตัวเอง มีคะแนนสูง บัญชีชุดที่สอง เป็นเด็กของผู้มีอุปการคุณของโรงเรียน บัญชีที่สาม เป็นเด็กที่มาจากโรงเรียนในสังกัดเดียวกันที่ถูกส่งมาสอบ ซึ่งจะตัดคะแนนเพียง 40% ส่วนบัญชีสุดท้าย เป็นเด็กที่จะเรียน English Programe หรืออีพี

สำหรับวิธีการสะสมแต้ม คุณแม่น้องจ๋อมแจ๋มเล่าให้ฟังว่า แต่ละปีโรงเรียนจะจัดกิจกรรมการกุศล เพื่อหารายได้หลายกิจกรรม อาทิเช่น กอล์ฟการกุศล โบว์ลิงการกุศล ก็ต้องช่วยซื้อสม่ำเสมอ แล้วเก็บใบเสร็จไว้ พอถึงเวลาที่ลูกจะไปสอบก็แนบใบเสร็จไปพร้อมใบสมัคร เป็นการลงทุนต่อเนื่องทำให้ไม่ต้องจ่ายหนักกันทีเดียว

โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อีกหลายแห่ง มีการเรียกเก็บเงินแป๊ะเจี๊ยะ สำหรับรับเด็กนักเรียน “รอบสาม” ซึ่งมีทั้งที่ต้องใช้เส้นสาย ขณะที่บางแห่งตั้งโต๊ะให้ผู้ปกครอง “Walk in” เข้าไปเสนอเงินบริจาคได้ตรงๆ ไม่ต้องผ่านคนกลาง

รีย์ คุณแม่ลูกสอง เล่าประสบการณ์ครั้งสำคัญของลูกสาวคนโตที่พลาดการสอบเข้า ม.1 โรงเรียนสตรีบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ให้ฟังว่า ปีก่อนลูกพี่สอบไม่ได้ จับสลากก็ไม่ได้ ขณะเดียวกัน โรงเรียนนี้ก็เป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง พ่อแม่หลายคนที่ลูกสอบไม่ติดต่างนั่งเฝ้าหน้าโรงเรียนรอลุ้นว่า ผู้บริหารโรงเรียนจะขยายที่นั่งเพิ่มเท่าไร เพื่อให้ลูกของตัวเองมีสิทธิได้เรียนที่นี่

เธอโชคดีว่าปีนั้นยังไม่มีการจับตาเรื่องแป๊ะเจี๊ยะเหมือน ปีนี้ ทำให้เรื่องทุกอย่างง่าย โดยเฉพาะปีนั้น โรงเรียนมีการ “ตั้งโต๊ะ” เปิดรับให้ผู้ปกครองเข้าไปยื่นคำร้องแล้วเสนอตัวเลขบริจาค โดยมี “ใบเสร็จ” รับเงินออกในนาม “สพฐ.” ไม่ใช่นามของโรงเรียน ซึ่งมีตั้งแต่ 2-3 แสนบาท มากบ้างน้อยบ้างตามกำลังทรัพย์ นอกจากนั้น ก็ยังต้องดูปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ประกอบด้วย

คุณแม่น้องจ๋อมแจ๋ม ให้ข้อมูลโรงเรียนเดียวกันว่า ค่าแป๊ะเจี๊ยะโรงเรียน นี้วิ่งกันประมาณ 2-4 แสนบาท แต่ข้อมูลที่ได้รับจากรอง ผอ.ทำให้รู้ว่าส่วนใหญ่โรงเรียนจะได้เพียง 1 แสนบาท ส่วนที่เหลือเป็น “ค่าหัวคิว” ซึ่งระดับเงินจะเพิ่มขึ้นตามวันเวลาที่งวดเข้ามา อาทิเช่น หากยื่นความจำนงในระหว่างวันสมัครแป๊ะเจี๊ยะจะ อยู่ราวๆ 2 แสนบาท แต่ถ้าสมัครและได้เลขที่สอบแล้วจะวิ่งขึ้นไป 2.5 แสนบาท และถ้าผ่านไปจนประกาศผลแล้ว บางรายอาจจะต้องใช้เงินมากถึง 4.5 แสนบาท

ขณะที่โรงเรียนเกาะแนวรถไฟฟ้าย่านเซ็นทรัลลาดพร้าว ผู้ปกครองระบุว่า ปีที่แล้ว 1 แสนบาท แต่ปีนี้วิ่งกันที่ 2 แสนบาท เพราะมีชื่อเสียง และเป็นโรงเรียนแนวรถไฟฟ้า เดินทางสะดวก เช่นเดียวกับโรงเรียนชายชื่อดังเลยสถานีหัวลำโพงไปไม่มากนัก มีอัตราค่าแป๊ะเจี๊ยะปี นี้ 2-3 แสนบาท หรือแม้แต่โรงเรียนย่านบางแก้วที่ไกลออกมาถึงนอกเมือง แต่มีชื่อเสียง ยังขอรับเงินบริจาคเป็นค่าห้องคอมพิวเตอร์อย่างน้อย 1 แสนบาท

บางคนเส้นใหญ่ไม่ต้องเสียก็มี บางทีก็เป็นผู้มีอุปการคุณ ยิ่งตำแหน่งสูงก็ยิ่งจ่ายน้อย แต่ส่วนใหญ่จะอิงกับคะแนนที่เด็กสอบได้ด้วย”

โรงเรียนสังกัด สพฐ. ทั่วไป ส่วนใหญ่แบ่งเด็กออกเป็น 2 เกรด คือ ห้องเด็กอัจฉริยะ เกรด 3.5 อัพ หรือที่เรียกกันว่า “Gifted” กับเด็ก “Regular” ซึ่งผู้ปกครองจะวิ่งเต้นได้เฉพาะประเภทหลัง ที่มีการจัดสอบทั่วๆ ไป โดยส่วนใหญ่แต่ละโรงเรียนจะเปิดให้ “วิ่ง” กันใน “รอบ 3″ หลังจากจัดสรรให้เด็กๆ ที่สอบได้ และจับสลากเรียบร้อยแล้ว ซึ่งต้องวิ่งเต้นในโรงเรียนที่มีบุตรหลานสอบไว้ มักไม่ค่อยเห็นจะวิ่งกันข้ามโรงเรียน เนื่องจากไม่มีหลักฐาน รวมทั้งโรงเรียนต่างๆ จะใช้คะแนนเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับด้วย

ส่วนคุณแม่น้องจ๋อมแจ๋ม ให้ข้อมูลเพิ่มว่า บางโรงเรียน ผอ.และรอง ผอ. บางคนเท่านั้นที่จะสามารถฝากได้ แต่บางโรงเรียนต้องผ่านสมาคมศิษย์เก่า หรือสมาคมครูผู้ปกครองเท่านั้น อย่างโรงเรียนแห่งหนึ่งย่านหลานหลวงโรงเรียนจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการฝากเด็ก แต่เป็นเรื่องของสมาคมศิษย์เก่าเท่านั้น และมีราคาเดียว คือ 1 แสนบาท”

โรงเรียนคริสต์ หรือเอกชนชื่อดังเป็นที่รู้กันว่า เงินบริจาคเป็นเรื่องที่ห้ามละเลย ยกเว้นจะเป็นเด็กหัวกะทิที่จะสร้างชื่อให้กับโรงเรียนจริงก็อาจจะได้รับการ ยกเว้น โดยอัตราบริจาคส่วนใหญ่จะอยู่ในอัตราเดียวกับโรงเรียนรัฐ คือ ประมาณ 1.5-3 แสนบาท

ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะเขียนเสนอเงินบริจาคตั้งแต่วันกรอกใบสมัครเลย เว้นแต่จะมั่นใจว่าลูกเราเก่ง จะทำคะแนนได้ดีก็อาจจะใส่ตัวเลขน้อยหน่อย” คุณแม่น้ำให้ข้อมูล

โรงเรียนคริสต์ย่านสีลม-บางรัก โรงเรียนอันดับต้นๆ ที่พ่อแม่ผู้ปกครองมีฐานะนิยมพาลูกมาสอบ ซึ่งเงินบริจาคจะขยับขึ้นจากปีก่อน แต่จะมากหรือน้อยขึ้นกับปีนั้นๆ มีก่อสร้างอาคารเรียนเพิ่มเติมหรือลงทุนอุปกรณ์การเรียนมากน้อยแค่ไหน แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในเรท 1 แสนบาทเป็นอย่างต่ำ

พ่อแม่ ผู้ปกครองหลายคนที่จ่ายค่าแป๊ะเจี๊ยะ ส่วนใหญ่จะให้ความเห็นตรงกันว่า ยินดีที่จะจ่ายเงินหลักแสน เพื่อให้ลูกเรียนในโรงเรียนดัง เพราะเชื่อว่า โรงเรียนเหล่านี้มีมาตรฐานการสอนที่ดีกว่า สังคมในโรงเรียนเหล่านั้นจะหล่อหลอมให้บุตรหลานดีไปด้วย

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนปัจจุบัน เปิดเผยถึงกรณีที่มีแนวคิดเปิดช่องให้ผู้ปกครองที่มีฐานะจ่ายค่าแป๊ะเจี๊ยะ ให้โรงเรียน ว่าต้องยอมรับว่าวันนี้มีการจ่ายแป๊ะเจี๊ยะกันอยู่ แต่ตนอยากจะเอาสิ่งที่อยู่ใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดินให้ถูกต้อง เหมือนในกรณีหวยบนดิน และหากโรงเรียนใดต้องการจะเปิดรับการบริจาค        ทางโรงเรียนต้องรายงานให้กระทรวงศึกษาธิการทราบด้วย  โดยเบื้องต้นให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปพิจารณาข้อกำหนด อย่างไรก็ตาม  เรื่องนี้ยังคงเป็นเพียงแนวคิดเท่านั้น         ยังไม่ลงมติอย่างเป็นทางการ เป็นเพียงการหารือกับนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการ กพฐ.

ซึ่งจำเป็นต้องให้สพฐ.กำหนดกฎระเบียบหลักเกณฑ์การรับ ให้ชัดเจนว่าส่วนไหนรับได้และส่วนไหนรับไม่ได้ เพราะผมต้องการให้เงินดังกล่าวเป็นงบของโรงเรียน เพื่อพัฒนาโรงเรียนต่อไป ไม่อยู่ที่กระเป๋าใครคนใดคนหนึ่งอย่างที่ผ่านมานายวรวัจน์ กล่าว และว่าตนจะนำเงินไปอุดหนุนเด็กด้อยโอกาสแทน เรื่องนี้ไม่อยากให้มองว่าเป็นเรื่องการแลกที่นั่งเข้าเรียน เพราะบางโรงเรียนผู้ปกครองที่บุตรหลานเข้าเรียนได้แล้ว หากไม่ต้องการรับเงินอุดหนุนรายหัวก็ทำได้

เรื่องแป๊ะเจี๊ยะเป็นเรื่องสลับซับซ้อนและมีมานาน    การแก้ปัญหาเรื่องนี้อาจแก้ไม่ง่ายเหมือนหวยใต้ดิน    ถ้าจะแก้กันจริงๆอาจต้องแก้แบบปราบยาเสพติด    ท่านรมต.วรวัจน์อาจมีเจตนาดีที่จะให้เงินแป๊ะเจี๊ยะโปร่งใส และเอามาช่วยโรงเรียนยากจน   แต่วิธีการแก้ปัญหาต้องให้ครอบครุมให้ครบด้าน    ไม่เช่นนั้นก็ไม่ได้แก้ปัญหาที่แท้จริงอาจแก้ปัญหาได้บางเรื่อง แต่จะไปเกิดปัญหาใหม่ขึ้นแทน     หวังว่าท่านจะพิจารณาตรึกตรองให้รอบคอบ รอบด้าน เจตนาดีของท่านจึงจะได้ผล เราขอให้กำลังใจครับ

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: