สององค์กรโลกเรียกร้องรัฐบาลไทย


หลังจากเครือข่ายเพื่อศาลอาญาระหว่างประเทศ 1,500 องค์กร  และที่ประชุมองค์การสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชน 50 ประเทศ        มีการวิจารณ์เรื่องการใช้ ม.112 เพื่อผลทางการเมือง โดยประเทศที่มีการปกครองแบบไทย เช่น อังกฤษ นอร์เวย์ และออสเตรเลีย ต่างมีความเห็นตรงกันว่าระบบยุติธรรมในประเทศไทยมีปัญหา ทั้ง 2 องค์กรหลักของโลกได้เรียกร้องรัฐบาลรีบให้สัตยาบันรับรองให้ศาลอาญาระหว่าง ประเทศมีเขตอำนาจศาลภายในเดือนตุลาคมนี้

วิธีการให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรมนั้น ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ไม่ต้องนำเรื่องเข้าสู่รัฐสภา และห้ามมิให้ทำด้วย เพราะจะกลายเป็นเจตนาในการลบล้างการลงนามในสัญญาที่ได้ทำไปแล้ว และอาจทำให้โอกาสในการเข้าร่วมเป็นภาคีหมดลงไปด้วย ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวระบุไว้ชัดว่าเมื่อได้มีการลงนามในสัญญาแล้วให้ รัฐบาลเผยแพร่ให้ประชาชนรู้ถึงข้อสัญญานั้น และเยียวยาหากมีผลกระทบ ซึ่งในเรื่องนี้คงไม่มีผลกระทบอะไร จากนั้นให้รัฐบาลทำการแถลงก็จะเป็นการให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรม ทำให้ศาลอาญาระหว่างประเทศมีเขตอำนาจศาล

ทั้งนี้ เครือข่ายเพื่อศาลอาญาระหว่างประเทศยังแนะนำประเทศไทยว่า การรับศาลอาญาระหว่างประเทศนี้จะทำให้การเข่นฆ่าประชาชนอย่างป่าเถื่อนไม่ สามารถเกิดขึ้นอีก นอกจากนั้นเราคงเห็นว่าจะเป็นการยุติความพยายามยึดอำนาจได้เป็นอย่างดี เนื่องจากผู้เกี่ยวข้องในการสังหารประชาชนคงต้องวุ่นวายกับการขึ้นศาลโลกนี้ ไม่สิ้นสุด

ในโอกาสนี้จะขอนำข้อกฎหมายตามธรรมนูญกรุงโรมที่เกี่ยวข้องกับทหารโดยตรง มาให้ศึกษากัน เพื่อเป็นการแจ้งให้เหล่าขุนทหารที่เกี่ยวข้องได้เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม สำหรับกรณีผู้นำทางการเมืองคงหลีกเลี่ยงโทษไม่ได้ และคงเป็นคณะกรรมการในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ทั้งหมดนั่นเอง และถ้าโชคดีอาจได้คนบงการด้วย

ในมาตรา 28 ของธรรมนูญนี้กล่าวถึงความรับผิดของผู้คุมหน่วยทหาร โดยสรุปไว้ว่าผู้คุมหน่วยทหารนั้นได้รู้หรือตั้งใจละเลยให้ทหารของตนทำ อาชญากรรมหรือกำลังจะก่ออาชญากรรม อาชญากรรมนั้นอยู่ในการควบคุมหรือรับผิดชอบของตน และผู้คุมหน่วยทหารไม่มีมาตรการที่มีเหตุผลหรือจำเป็นเพียงพอในอำนาจของตน ที่จะป้องกันหรือหยุดยั้งภารกิจ หรือส่งรายงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสอบสวนดำเนินคดีต่อไป

ส่วนอาชญากรรมที่ว่านั้นอยู่ในมาตรา 7 ของธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยเรื่องการทำอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (Crimes against humanity) กินความตั้งแต่สังหารไปจนถึงการทรมาน การข่มขืน และการทำให้หายสาบสูญ ซึ่งเผด็จการทุกประเทศนิยมทำเหมือนๆกัน โดยนิยามกฎหมายไว้ดังนี้ “crime against humanity” means any of the following acts when committed as part of a widespread or systematic attack directed against any civilian population, with knowledge of the attack” องค์ประกอบสำคัญคือการกระทำอย่างกว้างขวางหรือเป็นระบบต่อประชาชนโดยรู้ถึง การกระทำนั้น การมีคำสั่ง ศอฉ. การมีหน่วยทหารเข้ามาพร้อมๆกันหลายกองพลนั้นเรียกได้ชัดว่าเป็นการกระทำที่ เป็นระบบ กว้างขวาง และไตร่ตรองไว้ก่อน ครบองค์ประกอบความผิด

แม้ว่าทหารจะแก้ตัวว่ามีการก่อการร้ายธรรมนูญนี้ก็รู้ทัน โดยบอกว่าแม้จะเกิดการสู้รบด้วยอาวุธหรือเกิดสงครามทหารก็ห้ามยิงพลเรือนที่ ปราศจากอาวุธ มาตรานี้อนุวัตรมาจากอนุสัญญาเจนีวาที่ทหารทุกประเทศในโลกนี้รู้นั่นเอง ดังมาตราในภาษาอังกฤษนี้ Articles 8(2)(e)(i) War crimes of attacking civilians

มีอีกมาตราหนึ่งบอกไว้ว่า Articles 8(2)(e)(x) War crime of denying quarter 1 The perpetrator declared or ordered that there shall be no survivors หมายถึงมีการประกาศสั่งตาย หรือที่เราเห็นกันคือเขตกระสุนจริง นั่นคือคำสารภาพอย่างดีว่ามีการประกาศสังหารประชาชนล่วงหน้าเป็นอันเข้าข่าย ความผิดนี้ด้วย

ธรรมนูญกรุงโรมยังให้ผู้เสียหายเข้าชื่อกันฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าเสียหาย จากผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเกิดการบาดเจ็บ ล้มตาย หรือแม้แต่เสียขวัญ ซึ่งผู้บงการคงไม่เดือดร้อน เพราะดูจากบัญชีทรัพย์สินแล้วมีกันมากกว่ารัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เสียอีก ทั้งโทษของศาลฝรั่งก็เบา มักจะเป็นการจำคุก 30 ปี ยืนพื้นมากกว่าการประหารชีวิต

สิ่งที่น่าคิดคือทุกคนรู้ว่ารัฐบาลเผชิญหน้ากับอะไรอยู่ แต่การให้สัตยาบันนั้นไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่เข้าใจกัน กระทรวงการต่างประเทศก็อ้างโน่นอ้างนี่ รีๆรอๆ หรือจะถ่วงเวลากัน อย่าลืมว่าทุกคนต่างรอความหวัง รวมถึงผู้ต้องขังที่เหลือ ซึ่งรอคอยความช่วยเหลืออยู่อีกเป็นจำนวนมาก ลงมือแถลงการณ์ก็เท่ากับให้สัตยาบันแล้ว อย่ากลัวมาก ความกลัวทำให้เสื่อม

แนวทางแก้ไขก็อยากจะเสนอแนะไปยังรัฐบาล คณะนิติราษฎร์ หรือกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ทำในสิ่งที่เป็นรูปธรรมในเรื่องนี้ ได้แก่ การจัดสัมมนาร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ทั้งตำรวจ อัยการ ทหาร นักวิชาการด้านกฎหมาย และนักการเมืองทุกฝ่าย โดยรัฐบาลหรือกระทรวงยุติธรรม แล้วกำหนดออกมาชัดๆว่าอย่างไรเรียกว่าดูหมิ่นหรือการด่าว่าทั้งต่อหน้าและ ลับหลัง อย่างไรเรียกว่าหมิ่นประมาท คือการให้ข้อมูลจริงหรือเท็จทำให้เสื่อมเสีย และจะได้รับการยกเว้นเรื่องการติชมโดยชอบเพื่อประโยชน์สาธารณะได้หรือไม่

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 7 ฉบับที่ 332 วันที่ 15 – 21 ตุลาคม พ.ศ. 2554 หน้า 10 คอลัมน์ เพื่อชาติประชาชน โดย Pegasus

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: