กึ๋นคุณชายหมู ไล่น้ำต้องบวงสรวง น้ำไล่ต้องอพยพ


</a

ยุคที่ความปรองดองยังมาไม่ถึง การแบ่งแยกแตกต่างทางความคิด พวกใครพวกมันยังคงอยู่ไม่เลิกรา เล่นการเมืองกันจนประชาชนเป็นหนูลองยา จึงนำพาสู่ความบอบช้ำและความวิบัติของประเทศ

ชาวกรุงเทพฯที่คนพูดว่าเป็นคนฉลาด การศึกษาดีมีฐานะอยู่เมืองหลวง ที่ใกล้ชิดกับข้อมูลข่าวสารกว่าคนบ้านนอกหรือคนต่างจังหวัด เป็นคนเลือกผู้ว่าราชการจังหวัดได้เอง โดยเฉพาะคนที่เลือกผู้ว่าคนปัจจุบัน คงต้องย้อนมาดูตัวเองว่าฉลาดพอหรือเปล่า?

จากการเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่กทม. แสดงให้เห็นกึ๋นของผู้บริหารกทม. โดยเฉพาะผู้ว่ากทม.ได้เป็นอย่างดี การสู้กับภัยน้ำท่วมใหญ่ด้วยการบวงสรวงจัด ”พิธีไล่น้ำ” การโฆษณาว่าอุโมงค์ยักษ์ และกำลังของเครื่องสูบน้ำจำนวนมากของกทม.จะสามารถป้องกันน้ำท่วมได้ กลายเป็นเรื่องไร้สาระและโกหกคำโตที่มอบให้แก่คนกทม.

การไม่ขุดลอกคูคลองและท่อระบายน้ำ ไม่กำจัดผักตบชวาและขยะตามลำน้ำ การปล่อยปะละเลยให้ประตูระบายน้ำบางประตูเสีย ในหน้าฝนเป็นความประมาทเลินเล่อที่ไม่ควรให้อภัย

สิ่งที่ผู้ว่ากทม.ที่มีชื่อเล่นว่า”คุณชายหมู” ฉายาเก่า”หม่อมเอ๋อ” ฉายาใหม่”จอมอพยพ” คิดว่าสามารถป้องกันไม่ให้กรุงเทพฯชั้นในน้ำท่วมได้ ถือว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมนั้น แน่ใจเช่นนั้นจริงๆหรือ?

การที่กรุงเทพฯชั้นในน้ำไม่ท่วม โดยปล่อยให้ปริมณฑลรอบกรุงเทพฯหรือกรุงเทพชั้นนอก ทนทุกข์ระทมอยู่กับน้ำท่วมนานเป็นเดือน 2 เดือน คือผลงานที่ยอดเยี่ยมจริงๆหรือ?

ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ รู้หรือไม่ว่าประชาชนในย่านปริมณฑลรอบกรุงเทพฯ มองผู้ว่าฯกทม.และพรรคประชาธิปัตย์อย่างไร? แม้แต่คนกรุงเทพฯในแนวตะเข็บ พื้นที่ดอนเมือง หลักสี่ สายไหม รามอินทรา เกษตร มองความแห้งผากของกรุงเทพฯชั้นในด้วยความรู้สึกเช่นไร?

มวลชนรอบปริมณฑลเหนือคันบิ๊กแบ็ก มวลชนคนจังหวัดนนทบุรี ที่ลุกฮือกันขึ้นมากดดันการบริหารจัดการประตูระบายน้ำของ กทม. ไม่ได้ทำให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ รู้สึกอะไรขึ้นมาบ้างเลยหรือ?

ประชาชนที่ยังถูกน้ำท่วมสูงระดับ 1 เมตรในพื้นที่รอบกรุงเทพฯ จ้องมองการประกาศชัยชนะของกทม. ว่ากรุงเทพฯชั้นในน้ำไม่ท่วม แล้วก็จัดงานวันคลีนนิ่ง เดย์ กันเอิกเกริกเฮฮา คุณชายหมูรู้หรือไม่ว่านั่นคือการเอาน้ำตาของคนปริมณฑลมาล้างกทม.

การบล็อกน้ำ การกันน้ำไม่ให้เข้ามากรุงเทพฯ โดยไม่สนใจปัญหาและความรู้สึกของคนในพื้นที่จังหวัดรอบๆ กทม.นั้น เป็นผลงานที่เหี้ยมโหดเกินไปหรือไม่?

คนในกรุงเทพฯชั้นในเองก็รู้สึกว่ามันโหดร้ายเกินไป ที่บรรดาคลองต่างๆชั้นในกรุงเทพฯยังแห้ง ซึ่งน้ำต่ำกว่าระดับขอบคลองเป็นเมตร ประตูระบายน้ำของกทม.กว่าครึ่ง ไม่สามารถที่จะทำงานได้เพราะน้ำในคลองต่ำเกินกว่าที่จะระบายได้ ในขณะที่ปล่อยให้คนในพื้นที่ปริมณฑลจมน้ำสูงกว่า 1 เมตร!!!

ทำไมไม่ปล่อยน้ำเข้ามาในคลองกรุงเทพฯทั้งหลายที่แห้งผากนั้นบ้าง อย่างน้อยก็ช่วยให้จังหวัดรอบๆกรุงเทพฯลดความทุกข์ ลดระดับน้ำลงมาได้บ้าง นี่คือความคิดความรู้สึกของคนกรุงเทพฯที่เห็นคลองใน กทม.แห้งมากจนเกินไป แต่ผู้ว่าฯกทม.กลับไม่ได้รับรู้ความรู้สึกของคนกรุงเทพฯ

จึงไม่แปลกที่เมื่อคนในปริมณฑล ส่งทีมเข้าไปดูคูคลองในกรุงเทพฯ แล้วจะเกิดความเจ็บปวดกับผลงานของผู้ว่าฯกทม. ที่จนวันนี้ยังเล่นแง่เล่นเชิงในการระบายน้ำ ผ่านกทม.ไปยังทะเลอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับต้องการให้ประชาชนเดือดร้อนมากๆ จะได้โกรธเคืองรัฐบาลมากๆกระนั้น

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชุมชนดอนเมือง หลักสี่ ชุมชนพหลโยธิน ล้วนยังมีน้ำท่วมขังในระดับสูง แต่คูระบายน้ำเลียบถนนวิภาวดี ตั้งแต่หน้าเขตจตุจักร ยาวไปตลอดถึงหัวถนนวิภาวดีกลับแห้งผาก น้ำต่ำกว่าขอบคูเป็นเมตร ทำไม กทม.ไม่สูบน้ำออกจากพื้นที่เหล่านั้น ให้มาผ่านระบบคูระบบท่อระบายน้ำของ กทม. เพื่อไปออกอุโมงค์ยักษ์พระราม 9 บ้าง ผู้ว่าฯสุขุมพันธ์ ไม่คิดจะให้ระบบอุโมงค์ยักษ์ ที่ลงทุนไปเป็นหมื่นๆล้านบาทได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับภัยน้ำท่วมใหญ่ในครั้งนี้บ้างเลยหรือ? หรืออุโมงค์ยักษ์มันใช้ไม่ได้จริง?

ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ คิดว่ายอดเยี่ยมที่ปกป้องกรุงเทพฯชั้นใน ซึ่งบอกว่าเป็นหัวใจเศรษฐกิจของประเทศให้แห้งสนิทเอาไว้ได้นั้น เคยฉุกคิดบ้างหรือไม่ว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยไม่ได้มีเฉพาะส่วนหัวใจในกรุงเทพฯที่เป็นศูนย์รวมส่วนกลางเท่านั้น แต่แขนขา ร่างกายของเศรษฐกิจจริงๆแล้วอยู่ในต่างจังหวัด หัวใจจะแข็งแรงได้อย่างไรหากกลไกส่วนอื่นมีปัญหา

อะไรไม่สำคัญเท่ากับว่า แนวทางการป้องกันกทม. ของผู้ว่าฯสุขุมพันธ์ กำลังสร้างผลกระทบเชิงโครงสร้างของสังคมไทยในอนาคต เพราะแทนที่จะสนับสนุนโครงสร้างประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียว ร่วมมือร่วมใจกันใช้ทุกพื้นที่ทุกจังหวัดของประเทศให้น้ำเหนือสามารถผ่านไป ลงทะเลอ่าวไทยได้เร็วที่สุด

วันนี้ กทม.กลับสร้างตัวอย่างของการแยกส่วน ให้สังคมได้เห็นอย่างเด่นชัดด้วยการ เลือกที่จะบล็อกเลือกที่จะกัน ไม่ยอมให้น้ำต่างจังหวัด น้ำปริมณฑลล่วงล้ำเข้ามาใช้ กทม. เป็นทางผ่านไปออกทะเลได้เลย ทั้งๆที่ กทม.ยังแห้งผากพอที่จะเฉลี่ยรับน้ำได้ ทั้งๆที่คนกรุงเทพฯที่ดูข่าวดูภาพความเดือดร้อนของคนในปริมณฑล ยินดีที่จะให้น้ำผ่านมาในกรุงเทพฯได้บ้าง

อะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตหากผู้ว่าราชการจังหวัด หากเทศบาล อบต. อบจ. ในจังหวัดต่างๆ เลือกใช้โมเดลของ กทม. ในการแยกส่วน ก็คือ ป้องกันแต่พื้นที่ของตนเอง ป้องกันพื้นที่ชั้นในกันหมด โดยไม่สนใจว่าน้ำจะออกไปทางไหน จะลงไปสู่ทะเลได้อย่างไร? นี่คือสิ่งที่คิดว่าเป็นผลงานของ กทม.จริงๆหรือ?

และผลงานเช่นนี้หรือไม่ ที่ทำให้คนปริมณฑลยังเดือดร้อน และพรรคประชาธิปัตย์ใช้เป็นเหตุผลในการที่จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเตรียมถล่มยับผลงานของ ศปภ. โดยที่จับ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก มาขึ้นเขียง

หาก พล.ต.อ.ประชา ไม่ยอมเจ็บตัวข้างเดียว แต่สวนกลับให้เห็นกันจะๆทั้งสังคมไทยว่า การที่ ศปภ. ไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็เพราะมาเจอกลไกของ กทม.เป็นตัวปัญหา ในการที่จะผันน้ำลงไปสู่ทะเลอะไรจะเกิดขึ้น!!! ระวัง ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ จอมอพยพที่บล็อกน้ำไม่ให้ลงทะเล จะโดนลากมาขึ้นเขียงแทนก็แล้วกัน!

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: