คดี 91 ศพ ต้องไม่ตายฟรี!


บางกอกทูเดย์ได้เขีบนบทความที่น่าสนใจ   อ่านแล้วเห็นว่ามีประโยชน์ที่ประชาชนน่าจะติดตาม   จึงได้นำมาเผยแพร่ดังนี้

ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย!!… เป็นคำสอนที่นอกจากจะให้คนเราเชื่อมั่นในสัจจะธรรมว่า ไม่มีใครที่จะเปลี่ยนความจริงหรือทำให้ความจริงตายไปได้ แม้จะนานแค่ไหน สุดท้ายความจริงย่อมต้องเป็นความจริง ที่รอวันปรากฏความจริงให้สังคมได้รับรู้

แต่เพราะว่าความจริงนั้น โดยตัวของตัวเองอาจจะไม่มีวันตายก็จริง แต่ความจริงก็สามารถที่จะทำให้คนบางคนถึงขั้นตายได้ หากความจริงปรากฏขึ้นมา ดังนั้นจึงทำให้คนที่ไม่อยากตายเพราะความจริง จำเป็นที่จะต้องปิดบังซ่อนเร้นความจริงเอาไว้จนสุดความสามารถ

ปัญหาก็คือ สุดท้ายแล้วคนเราจะปิดบังความจริงได้ตลอดไปจริงๆหรือ???

หลายๆความจริงจึงเป็นเรื่องที่รอการพิสูจน์สัจจะธรรมแห่งความจริง ดังเช่นกรณีการสลายการชุมนุมเมษาเลือด และพฤษภาอำมะหิต ถือเป็นเรื่องที่ผู้คนต้องการรู้ความจริง ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในตอนนั้น ชีวิตคนไทยที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย จึงปลิดปลิวเป็นว่าเล่น

ความจริงคืออะไร?? และใครที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ รวมทั้งผู้ก่อการร้ายชุดดำที่กล่าวอ้างกันนั้น จริงๆแล้วเป็นฝีมือของใครกันแน่ และสำคัญที่สุดใครคือคนสั่งกา??

นี่ใช่หรือไม่ที่ทำให้จนวันนี้ยังมีคนที่คาใจเป็นจำนวนมาก และยังพยายามเรียกร้องให้มีการเปิดเผยควมจริง ซึ่งดูเหมือนว่าวันที่รอคอยน่าจะใกล้เข้ามาเรื่อยๆแล้วในขณะนี้

โดยประเด็นที่กลับมาคืบหน้านั้น เกิดจากการที่ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รองผบช.น. ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดี 16 ศพ ที่เสียชีวิตจากการชุมนุมเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 ระบุว่าเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมาทางพนักงานสอบสวนเชิญ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ผอ.กองปฏิบัติการจิตวิทยา กรมกิจการพลเรือนทหารบก ในฐานะโฆษกศอฉ. ในขณะนั้น มาสอบปากคำ

แม้จะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด เพราะเป็นความลับในสำนวน แต่มีข้อมุลรายงานออกมาว่า พ.อ.สรรเสริญ ให้การกับพนักงานสอบสวนอย่างละเอียด เกี่ยวกับโครงสร้างการบังคับบัญชาในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยปกติทหารไม่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ภายในเขตเมือง หรือในเขตกทม. เลย แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทหารต้องเข้ามาเกี่ยว จึงไม่ใช่การทำตามภารกิจของทหาร แต่มาจากคำสั่งของศอฉ. ขณะเดียวกัน ศอฉ.ไม่ใช่องค์กรที่กำเนิดขึ้นมาเอง แต่มีขึ้นโดยคำสั่งของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นายกฯ ขณะนั้น และมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ขณะนั้น เป็นผู้อำนวยการ
ซึ่งกรณีที่ทหารเข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่มีผู้ชุมนุมดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้โดยทั่วไป แต่เป็นเรื่องเฉพาะกิจ เพราะอำนาจปกติของทหารนั้น จะไม่สามารถนำกำลังพลพร้อมอาวุธเข้ามาปฏิบัติการในเมืองได้เลย

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะมีคำสั่งพิเศษ มีอำนาจจากศอฉ.เป็นผู้สั่งการ ซึ่งก็หมายถึงนายกฯ และรองนายกฯ ขณะนั้น ไม่เช่นนั้นแล้วทหารจะไม่สามารถเข้าปฏิบัติการได้ เพราะกองทัพเองไม่มีอำนาจที่จะออกคำสั่งให้ปฏิบัติการในเมืองได้

กรณี พ.อ.สรรเสริญถือเป็นพยานปากสำคัญที่นั่งทำงานอยู่ในศูนย์ปฏิบัติการ สามารถให้รายละเอียดในลักษณะโครงสร้างของการสั่งการทั้งหมดได้ ซึ่งคำให้การของ พ.อ.สรรเสริญทำให้สำนวนคดีมีความคืบหน้าไปมาก

แน่นอนว่าเจอคำให้การเช่นนี้ย่อมสะเทือนสะท้านไหวขึ้นอย่างมากในแง่ของการการเมืองขั้วรัฐบาลเก่าในทันที

ในขณะที่ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) คือ นางธิดา โตจิราการ ได้ออกมาขานรับคำให้การของ พ.อ.สรรเสริญทันทีว่า จากคำให้การดังกล่าว ก็เชื่ออยู่แล้วว่านายอภิสิทธิ์ต้องเป็นผู้สั่งการครั้งนั้น และเรายังมีหลักฐานเอกสารคำสั่งด้วย ลงนามโดยนายสุเทพ หากคำสั่งไม่ออกมา ทหารก็ไม่กล้าทำ ขนาดตอนน้ำท่วม ทหารที่ออกมารับคน เราจะใช้ไปที่อื่น ก็บอกว่ายังไม่มีคำสั่ง จึงไม่มีอะไรน่าสงสัยว่า พ.อ.สรรเสริญจะให้การแบบนี้

จึงขอฝากไปยังทหารทุกคนควรออกมาทำแบบ พ.อ.สรรเสริญ ออกมาช่วยยืนยันด้วย
จะเป็นเพราะคำขอได้ผล หรือว่าจริงๆแล้วทหารเองก็ต้องการให้ความจริงปรากฏเหมือนกัน ทำให้วันที่ 25 พ.ย. ที่บก.ตชด. กลุ่มนายทหารระดับพันเอกและพันโท ที่เกี่ยวข้องต่อเหตุการณ์สลายการชุมนุม ที่บริเวณโรงเรียนสตรีวิทยา และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดําเนินกลาง เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ปีที่ผ่านมา ประมาณ 10 นาย นำโดยพ.อ.ธรรมนูญ วิถี ผอ.กองยุทธการ ได้เข้ามาให้การกับ พล.ต.อ.อนุชัย เล็กบำรุง รอง ผบช.น. ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีชันสูตร 16 ศพ

โดยรายงานข่าวระบุว่า การให้ปากคำเจ้าหน้าที่ทหารทุกนาย ยังยืนยันให้การเหมือนที่เคยให้การมาก่อนหน้านี้ คือปฏิบัติการเป็นไปตามที่ได้รับคำสั่งศอฉ. ซึ่งรายละเอียดก็เป็นไปในลักษณะเดียวกับที่พ.อ.สรรเสริญได้มาให้การเอาไว้ ก่อนหน้านี้

เจอ ท.ทหาร ตบเท้ายืนยันความจริง ว่าหากไม่มีคำสั่งของ ศอฉ. ทหารก็คงไม่กล้าทำอะไรแน่ เล่นเอาฝ่ายที่ต้องการรู้ความจริงเฮกันลั่น ว่าดูเหมือนความจริงกำลังเริ่มที่จะปรากฏแล้ว ในขณะที่ฝ่ายที่อยากจะความจริงเป็นเหมือนสายลมที่ไม่หวลกลับนั้น กลับกลายเป็นฝ่ายที่ต้องกระสับกระส่ายเสียเอง

เพราะไม่ใช่แค่ทหารให้ปากคำเท่านั้น แม้แต่สื่อมวลชนต่างชาติ คือ นายนิก นอสติทซ์ ผู้สื่อข่าวและช่างภาพอิสระชาวเยอรมัน หนึ่งในพยานปากสำคัญผู้เห็นเหตุการณ์สังหารนายชาญณรงค์ พลศรีลา คนขับแท็กซี่อายุ 45 ปี ถูกยิงตายขณะเข้าร่วมชุมนุมกับนปช. บริเวณหน้าปั๊มน้ำมันเชลล์ ถ.ราชปรารภ วันที่ 15 พ.ค. 2553

นายนิก นอสติทซ์ก็ยืนยันว่าไม่เคยลืมเหตุการณ์จนถึงทุกวันนี้แม้จะผ่านมานับปี ภาพต่างๆ ยังคงติดตา คิดเสมอว่าสักวันนายชาญณรงค์และครอบครัวจะได้รับความเป็นธรรม และวันนั้นก็มาถึงเพราะขณะนี้คดีถึงมืออัยการ เชื่อว่าสักวันความจริงจะปรากฏ โดยได้ไปให้ปากคำในฐานะพยานกับตำรวจสน. พญาไท แล้ว พร้อมทั้งมอบภาพถ่ายเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนายชาญณรงค์ไป ด้วย

ที่สำคัญนายนิกระบุว่ายังมีพยานอีกหลายคนที่ตำรวจนัดมาสอบและมอบคลิ ปวิดีโอให้เช่นกัน หลักฐานที่แต่ละคนมอบให้กับเจ้าหน้าที่ชัดเจนมากว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุในวัน นั้น และยอมรับว่าเพิ่งเคยเห็นทหารกล้าเดินออกจากบังเกอร์แล้วเดินยิงใส่ประชาชน แบบนี้

ขณะเดียวกันแม้แต่ทางญี่ปุ่นเองก็ต้องการที่จะรู้ความจริง โดยในการหารือกันระหว่างทูตของประเทศญี่ปุ่นกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ก็ได้มีการทวงถามความคืบหน้าคดีที่นาย ฮิโรยูกิ มูราโมโตะ นักข่าวญี่ปุ่น ซึ่งเสียชีวิตบริเวณแยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 ด้วย

นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องการที่จะต้องสรุปสำนวนการเสียชีวิตของนายฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพข่าวจากอิตาลีที่ถูกยิงเสียชีวิตขณะบันทึกภาพเหตุการณ์สลายคนเสื้อ แดง วันที่ 19 พ.ค. 2553 ด้วยเช่นกัน
เขม็งเกลียวมากขึ้นเรื่อยๆ… โดยที่ฝ่ายหนึ่งเครียดหนัก ในขณะที่อีกฝ่ายเริ่มมีความหวัง

อย่างเช่น นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บ.ก.ลายจุด แกนนํากลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กล่าวว่า ขณะนี้คดีการเสียชีวิตของกลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น จากการที่ได้มีการสอบปากคํากลุ่มนายทหารที่คุมกำลังพลในเหตุการณ์ 10 เม.ย. 53 ถือว่าเป็นความคืบหน้าที่ดีจะทําให้สํานวนคดี 16 ศพ เสร็จสมบูรณ์สามารถนําส่งอัยการได้ทันเวลา

เชื่อว่าหลักฐานที่ตํารวจมีอยู่สามารถมัดตัวผู้กระทําผิด ผู้สั่งการได้แน่นอนเพราะหลักฐานชัดเจนมาก
ซึ่งความล่าช้าของคดีคนเสื้อแดงที่ผ่านมาเกิดจากช่วงแรกดีเอสไอได้เข้ามาดึง คดีจากตํารวจไปทําแทน ทําให้ล่าช้านานกว่า 1 ปี แต่มาวันนี้คดีคนเสื้อแดงถูกตีกลับมาหาตํารวจ อย่างไรก็ตาม หลักฐานต่างๆ ที่เคยปรากฏตามสื่อก็เป็นเครื่องยืนยันได้ว่ารัฐบาลและกองทัพในขณะนั้นทํา เกินกว่าเหตุใช้อํานาจเกินไป ไม่ได้ทําภายใต้กรอบพ.ร.ก. ฉุกเฉินในขณะนั้น ถือเป็นการฆาตกรรมหมู่

โดยเฉพาะคดีการเสียชีวิตของกลุ่มพยาบาลอาสาภายในวัดปทุมวนาราม 6 ศพ ชัดเจนมาก หลักฐานต่างๆ ก็ยังชี้เป้าไปถึงกลุ่มคนยิงและหน่วยงานได้ไม่ยาก

อย่างไรก็ตามกรณีของนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ซึ่งถูกคำให้การของ พ.อ.สรรเสริญพาดพิงถึงนั้น ได้มีกระแสเกิดขึ้นมาทำนองว่า มีการบิดเบือนคำให้การ หรือเปลี่ยนแปลงคำให้การของ พ.อ.สรรเสริญหรือไม่

ปรากฏว่าล่าสุด พ.อ.สรรเสริญ ยังขอยืนยันตามคำให้การเดิม คือ ทหารปฏิบัติภารกิจภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในฐานะเจ้าพนักงานของรัฐ การปฏิบัติงานก็เป็นไปตามมติ ศอฉ.
ที่สำคัญคือยืนยันว่าคำให้การไม่ได้ไปชี้นำหรือพุ่งเป้าไปที่ใคร ส่วนนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ จะเข้าใจหรือไม่นั้น

“ผมไม่มั่นใจว่าท่านจะรู้สึกอย่างไร แต่คิดว่าต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนเอง ท่านก็ทำหน้าที่ของท่าน ทหารก็ทำหน้าที่ของเรา ทุกคนยึดตามตัวบทกฎหมาย คิดถึงสิ่งที่ถูกต้อง ความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก ทุกคนต้องเกิดความเชื่อมั่นศรัทธาซึ่งกันและกันในการทำงานในฐานะเจ้าหน้าที่ รัฐ คิดว่าท่านคงเข้าใจมั้ง”

และไม่ใช่เพียงแค่ความคืบหน้าในการให้ปากคำที่ทำให้การดำเนินคดีนี้น่าจะส่ง เรื่องไปยังอัยการได้เร็วขึ้นแล้ว ทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เองก็มีการเร่งรัดคดี 91 ศพด้วยเช่นกัน

นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะผู้รับผิดชอบสำนวนคดีสั่งสลายม็อบเสื้อแดงในปี 2553 โดยมิชอบจนทำให้มีผู้เสียชีวิต 91 ราย ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเหตุการณ์โดยเฉพาะกรณีการเผาห้าง เซ็นทรัลเวิลด์ และขอผลการชันสูตรพลิ กศพ 91 ศพ จากดีเอสไอ โดยสอบถามแยกเป็นรายๆ ไปว่ามีอย่างไร คืบหน้าอย่างไร และบางรายที่มีการระบุว่าอาจจะถูกเจ้าหน้าที่ดำเนินการนั้นเป็นอย่างไร

และที่บอกว่าส่งรายงานไปให้ทางตำรวจแล้วนั้น ป.ป.ช.ก็ประสานงานขอรายละเอียดไปทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกทางหนึ่งด้วย เพื่อขอรายละเอียดเรื่อง 91 ศพนี้ด้วย

รวมทั้งทาง ป.ป.ช. คงต้องเชิญ พ.อ.สรรเสริญ มาให้ถ้อยคำอีกครั้ง ว่าได้ให้ปากคำเช่นนั้นแล้วจะให้ข้อมูลรายละเอียดต่อป.ป.ช.อย่างไร ซึ่งครั้งก่อนเคยเชิญไป แต่เจ้าตัวยื่นส่งเอกสารชี้แจงมาเป็นลายลักษณ์อักษร

อีกทั้งการที่ป.ป.ช.ขอเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวางกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ใน เหตุการณ์ไปทางกองทัพนั้น นายวิชารับว่าทางกองทัพได้ส่งมาให้แล้ว แต่เรื่องการตายตรงไหน จุดไหน ยังมีรายละเอียดอีกที่จะต้องดูลึกลงไปอีก เพราะยังมีเรื่อง 91 ศพ ที่จะต้องพิจารณาย่อยลงไปอีก เมื่อมีเจ้าหน้าที่แล้ว ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ จึงต้องมาแยกดูเป็นส่วนๆ มีคนตายในจุดไหน ใครเป็นคนรับผิดชอบ ต้องดูรายละเอียดตรงนั้น เพราะเมื่อรัฐบาลเปลี่ยนข้อมูลก็เปลี่ยน จากที่ไม่รู้ตัวว่าเป็นใคร ก็เป็นว่าอาจมีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง

ดูเหมือนแรงกดดันของคดี 91 ศพจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธาน กมธ.การต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมส.ส.บัญชีรายชื่อประกอบด้วย น.ส.จารุพรรณ กุลดิลก น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ร.ต.อ.นิติภูมิ นวรัตน์ แถลงข่าวการยื่นเรื่องฟ้องคดี 91 ศพ ต่อศาลอาญาโลก โดยนายสุนัย กล่าวว่า คดีนี้ดำเนินมาปีกว่าไม่มีอะไรคืบหน้า ผู้รับผิดชอบทั้ง นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้

เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทุกฝ่าย จึงจะเสนอคดีดังกล่าวไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ เพื่อให้ดำเนินคดีและไม่เกิดข้อครหาว่ารัฐบาลได้ดำเนินคดีกับคนใดคนหนึ่ง หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

น.ส.จารุพรรณ กล่าวว่า คดีดังกล่าวถึงเปรียบกับคดีฆ่าล้างเผ่าพันธ์ ที่เคยนำเข้าสู่ศาลโลกในสนธิสัญญา ณ กรุงโรม เพราะมีการสังหารคนจำนวนมาก เป็นการสังหารที่อำมหิต มีการใช้ยุทโธปกรณ์ฆ่าคนด้วยมือเปล่า 91 ศพ มีคนบาดเจ็บ 2 พันคน ต้องกระทบต่อครอบครัวไม่น้อยกว่า 5 พันคน ซึ่งประเทศไทยได้ลงสัตยาบันลงนามธรรมนูญกรุงโรม 2543 โดยคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2552 ตามสัญญาศาลโลกเรียบร้อยแล้ว ถือว่าประเทศไทยเป็นภาคีที่สมบูรณ์แบบ ดังนั้นจะนำตัวผู้กระทำความผิดขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ และค้นหาความจริงในระดับสากล

น.ส.ขัตติยา บุตรสาว พล.ต.ขัตติยะ หรือ เสธ.แดง ผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ พ.ค.53 กล่าวว่า เคยมายื่นเรื่องเพื่อสอบถามความคืบหน้าในการเสียชีวิตของพ่อต่อนายอภิสิทธิ์ เมื่อปีที่แล้ว แต่ไม่มีอะไรคืบหน้า ทุกคนรวมทั้งมวลชนก็ถามถึงความคืบหน้าของคดี ก็ไม่มีความชัดเจน การเสนอเรื่องเข้าสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ ก็เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมทั้งพ่อ คนตาย 91 ศพ นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ซึ่งคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี และเพื่อให้คดีนี้ไม่อยู่ในความรับผิดชอบของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แต่จะเข้าไปสู่กระบวนการของศาลอาญาระหว่างประเทศ

ขณะที่ ร.ต.อ.นิติภูมิ กล่าวด้วยว่า ในคดี 91 ศพ มีการหารือเพื่อการดำเนินคดีให้เกิดความเป็นธรรมกับนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ และดำเนินการเป็นขั้นตอน จึงเห็นว่าการส่งนายสุนัย ซึ่งเป็นประธานกรรมาธิการการต่างประเทศไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมทั้งผู้ที่เสียชีวิต

ปรากฏว่าแม้แต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ยังมองว่า เรื่องการฟ้องศาลโลกขึ้นอยู่กับว่าจะทำได้หรือไม่ เพราะยอมรับในกระบวนการยุติธรรมและประชาธิปไตยอยู่แล้ว ไม่มีข้อขัดข้อง ถ้าทำได้ก็ทำ

แต่ในมุมของพรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการออกมาถล่มแนวคิดในเรื่องการเอาคดี 91 ศพไปฟ้องศาลโลกกันอุตลุด

ในขณะที่นายอภิสิทธิ์ ก็ยืนยันว่าพร้อมที่จะไปให้ปากคำกับพนักงานสอบสวหากมีหนังสือเชิญมา แต่ว่ายังไม่ได้รับหนังสือเรียก และสอบถามไปยังนายสุเทพ ก็ยังไม่ได้รับหนังสือเช่นกัน อย่างไรก็ตามหากได้รับหนังสือก็ต้องดูในรายละเอียดว่าให้ไปชี้แจงเรื่องอะไร อยู่ในกรอบอะไร แต่ในแง่ของความเป็นจริงพร้อมที่จะไปให้ความร่วมมืออยู่แล้ว และเรียกร้องมาโดยตลอด มั่นใจว่าที่ผ่านมาทำทุกอย่างอยู่ในกรอบของกฎหมาย

นับวันที่คดีใกล้ขึ้นสู่ศาลมากขึ้นเรื่อยๆเช่นนี้ ไม่ช้าความจริงก็ย่อมปรากฏ

ส่วนว่าลึกๆแล้ว จะมีใครปอดกระเส่าหรือไม่ ต้องตามดูกันไป… ปอด ไม่ปอด ไม่ช้าก็รู้!!

แต่….ที่สุดของมันแล้ว!! เมื่อความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย ก็อาจมี”ใครบางคน” ซึ่งเป็นผู้สั่งให้ฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ถึง 91 ศพ ก็ไม่น่ารอด!!

มันใกล้เข้ามาแล้ว!! ใกล้จนมีคนบางคนหน้าดำเหมือนเอาดินหม้อทา!! ทุกฝ่ายเชื่อว่า!! 91ศพที่ถูกฆ่าจากคำสั่งอำมะหิตเมื่อเมษา-พฤษภา53 จะไม่มีวันตายฟรี!!

 

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: